วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ทำไมสุนัข​ในซูเราะ​อัล-กะหฟี​ ถึงเหยียดขาทั้งสองของมันในขณะที่​ชาวถ้ำถูกทำพลิกไปพลิก​มาเป็นระยะ​ๆ?

ทำไมสุนัข​ในซูเราะ​อัล-กะหฟี​ ถึงเหยียดขาทั้งสองของมันในขณะที่​ชาวถ้ำถูกทำพลิกไปพลิก​มาเป็นระยะ​ๆ?
ซูเราะอัลกะหฟีคือซูเราะ​ที่ใครหลายๆคนคุ้นเคย​กันดีเพราะต้องอ่านทุกๆวัน​ศุกร์​ เราอาจเคยอ่านมาแล้วหลายรอบแต่เคยตั้งคำถาม​สักครั้ง​ไหมว่า​ "ทำไมสุนัขถึงไม่ถูกทำให้พลิกไปพลิกมาเหมือน​ชาวถ้ำล่ะ? ทำไมกุรอ่านถึงบอกแค่ว่ามันเหยียดขาตรงเท่านั้นเอง?!"
แพทย์​ชาวเยอรมัน​ได้เล่าเกี่ยวกับ​เรื่อง​นี้ว่า....
((ในขณะที่ผมอยู่ที่สนามบินได้พบกับชายคนหนึ่​ง​เขามอบกรุอ่านฉบับแปลให้กับผม​ ผมขอบคุณ​เขาแล้วนำมาใส่ไว้ในกระเ​ป๋า​เสื้อ​ อันที่จริง​ผมอยากทิ้งมันลงถังขยะ​ด้วยซ้ำแต่เอาเถอะ​เพื่อมารยาท​ทางสังคม​ผมเลยขอบคุณ​เขาไปก่อน​ จากนั้นค่อยเอาไปทิ้งถังขยะ​ แต่แล้วเมื่อถึงเวลาเดินทาง​ เครื่อง​บิน​ออกจาก​สนามบินด้วยระยะเวลานานของการเดินทาง​ทำให้ผมรู้สึก​เบื่อ​ขึ้นมา​ พลัน​นึกขึ้น​มา​ได้​ว่าผมลืมอะไรบางอย่าง​ไว้ในกระเป๋า​เสื้อ​จึงหยิบมันขึ้นมาดูเพื่อแก้เซ็ง​ ผมพลิกกระดาษ​ไปมาแล้วบังเอิญ​หยุดอยู่​ที่ซูเราะอัลกะหฟี​ ผมติดใจ2อายัตที่กล่าว​ว่า

"และเจ้าจะเห็นดวงอาทิตย์​ เมื่อมันขึ้น​มันจะคล้อย​จากถ้ำ​ของพวกเขาไปทางขวา​ เเละเมื่อมันตกมันเบนออกไปทางซ้าย​ โดยที่พวกเขาอยู่ในที่โล่งกว้างของมัน​ นั่นคือส่วนหนึ่ง​จากสัญญาณ​ทั้งหลาย​ของอัลลอฮฺ​ ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงแนะทางที่ถูกต้องแก่เขา​ เขาก็คือผู้ที่อยู่​ใน​ทางที่ถูกต้องและผู้ใดที่พระองค์​ทรงให้เขาหลง​ เขาจะไม่พบผู้ช่วยเหลือผู้ชี้ทางแก่เขาเลย(17)และเจ้าคิดว่าพวกเขาตื่นทั้งๆที่พวกเขาหลับและเราได้พลิกพวกเขาไปทางขวาและทางซ้ายและสุนัข​ของพวกเขาเหยียดขาทั้งหน้าทั้งสองของมันไปทางปากถ้ำ​ หากเจ้ามองพวกเขาแน่นอนเจ้าจะหันหลังเตลิด​หนีจากพวกเขา​ และเจ้าจะเต็มไปด้วยความตกใจเพราะพวกเขา(18)อัลกะฟี"

เป็นที่รู้กันว่าร่างกายของมนุษย์หากไม่มีการเคลื่อนไหว​จะก่อให้เกิดการสูญเสีย​สมรรถภาพ​การทำงานของระบบภายในร่ายกายดังนั้นแล้วพวกเขาจึงถูกทำให้พลิกไปขวาทีซ้ายทีเป็นระยะ​ และสิ่งที่ทำให้ผมทึ่ง​ไปอีกเมื่ออ่านอายัตทีว่าดวงอาทิตย์​สาดแสงเข้ามาหาพวกเขาทุกวันแต่ไม่ได้ถูกตัวพวกเขาโดยตรงเพราะหากแสงอาทิตย์​ส่องถึง​ตัวพวกเขาโดยตรงแล้วล่ะก็จะทำให้เกิดแผลหรือทำอันตราย​ต่อผิวของพวกเขาได้และการสาดแสงเข้ามานั้นเพื่อให้บรรยากาศ​ภายในสามารถ​ถ่ายเทอากาศ​ได้อย่างสมดุล​ และไม่ทำอันตราย​หรือเกิดการเน่าเหม็น​ต่อสิ่งมีชีวิต​ภายในถ้ำได้
แต่สิ่งที่ทำให้ผมตะลึง​หนักไปกว่านั้นคือทำไมสุนัข​ถึงเหยียด​ขา​ทั้งสอง​ของมัน​โดยไม่ต้องขยับเลย​เป็นเวลาถึง300กว่าปี?!!! สิ่งนี้แหล่ะ​คือแรงจูงใจ​ที่ทำให้ผมกลับไปศึกษา​ศาสตร์​สรีรวิทยา​ของสุนัข​ในเวลาต่อมา
แล้วผมก็พบว่าภายใน​ร่างกาย​ของสุนัข​นั้นมีต่อมที่ช่วยยับยั้ง​การเกิดแผลหรือการเน่าเหม็น​ที่ผิวหนัง​ได้ดีมากกว่ามนุษย์​ตราบใดที่​มันยังมีลมหายใจ​อยู่​ !!!
ดังนั้นมันจึงไม่จำเป็น​ต้องพลิกไปพลิก​มาเหมือนชาวถ้ำเจ้านายของมันนั้นเอง "

ท้ายที่สุด​นายแพทย์​คนนี้ก็เข้ารับอิสลาม​ด้วยการอ่าน2อายัตในซูเราะอัลกะหฟีเท่านั้น​!!!

((كتاب أنزلناه إليك مبارك ليدبروا آياته وليتذكر أولوا الألباب))
" คำภีร์​(อัลกุรอาน)​เราได้ประทาน​ลงมาให้แก่เจ้าซึ่ง​มีความจำเริญ​ เพื่อพวกเขา​จะได้พินิจ​พิจารณา​อายาตต่างๆของอัลกุรอาน​และเพื่อ​ปวงผู้​มีสติ​ปัญญา​จะได้ใคร่ครวญ"

อ้างอิง​:من لا يعرف التاريخ لا يستطيع صناعة المستقبل

❤️❤️❤️جمعة مباركة عليكم ❤️❤️❤️









ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle


แอนสัน​ ธอร์​เมอดา​ (Anselm turmeda) ผู้เผยพระวัจนะแห่ง​ไบเบิล


แอนสัน​ ธอร์​เมอดา​ (Anselm turmeda)
ผู้เผยพระวัจนะแห่ง​ไบเบิล

ปีคศ.1355 เด็กน้อย​ธอร์เมอดาได้ถือกำเนิดขึ้นบนเกาะมาจอร์กาซึ่ง​เป็น​เมืองท่าเทียบเรือที่สำคัญ​ของสเปน​ เรือเล็กเรือใหญ่​มักแวะเวียน​มาบนเกาะแห่งนี้​เป็น​ประจำ​ ​เขาเติบโต​มาในครอบครัว​ที่มีเกียรติ​ เป็น​ครอบครัว​ที่​ชาวเมือง​ต่างให้ความเคารพ​และเนื่องจาก​เขาเป็นลูกคนเดียว​ ครอบครัว​จึงตั้งใจ​มอบเขาให้แก่โบสถ์​ในการ​อุทิศ​ตัวเพื่อ​ศาสนา​และถวายการช่วยเหลือให้​แก่บาทหลวง​

ธอร์​เมอ​ดาเป็นชายหนุ่ม​ที่มีความทะเยอทะยาน​สูง ไม่เพียงแต่​ตั้งใจ​ศึกษา​ไบเบิล​เท่านั้น​หากยังมุ่งมั่น​ศึกษา​วิชา​ปรัชญา​และดาราศาสตร์​ ด้วยความรู้ความสามารถ​เหนือ​อายุทำให้เขาได้รับการยอมรับจากประชาชนและนักบวช​ภาย​ในโบสถ์​ จนเป็นที่ต้องตาต้องใจ​แก่​ "บาทหลวง​นิโคลาย​ มาร์ติ​น" เป็นอย่าง​มาก กระทั่ง​บาทหลวง​ไว้วางใจ​และแต่งตั้ง​ธอร์​เมอ​ดา​เป็นผู้ถือกุญแจ​ส่วนพระองค์​ โดยธอร์​เมอ​ดา​สามารถ​เข้าออกห้องส่วนพระองค์​ห้องไหนก็ได้ยกเว้น​ห้องเดียวซึ่งเป็นห้องต้องห้าม​สำหรับ​เขา

ด้วยเกียรติคุณ​ที่มากมาย​ของ"บาทหลวง​นิโคลาย​ มาติน" จนทำให้กษัตริย์​และขุนนาง​ต่างให้การยอมรับ​นับถือ​อย่างกว้างขวาง​ ของบรรณาการ​มากมาย​หลั่งไหล​เข้าโบสถ์​อย่างไม่ขาดสาย​แต่แล้ววันหนึ่ง​บาทหลวง​เกิดล้มป่วย​ไม่สามารถไปบรรยายธรรม​หรือสอนพระคำภีร์​ไบเบิล​ได้​ ลูกศิษย์​ลูกหาต่างต้องศึกษา​กันเอง

พวกเขา(นักบวช)​ทำการศึกษา​และอรรถาธิบาย​โองการ​ต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว​แต่ก็ต้องหยุดชะงัก​ลงเมื่อถึงพระโองการ​ที่ว่า.....
((แท้จริงแล้วหลังจาก​ฉันจะมีศาสนทูต​คนหนึ่ง​จะถูกประลงมา​นามว่า​"บาร์คลิด"))#โองการของอัลลอฮฺที่กล่าวโดยท่านนบีอีซาหรือเยซู

นักบวช​ต่างคน​ต่าง​อรรถาธิบาย​ตามความรู้​ความสามารถ​และความเข้าใจ​ของตัวเอง​ พวกเขาโต้เถียง​ถึง​ศาสดา​ "บาร์คลิด"ที่ปรากฏ​ในไบเบิล​แต่จนแล้วจนรอด​ก็มิอาจหาข้อสรุป​ได้เลย​ เมื่อตกค่ำ​ต่างคน​ต่าง​แยกย้าย​ธอร์​เมอ​ดา​ก็เช่นกันเขากลับไปหาท่านบาทหลวง​เพื่อถวาย​การช่วยเหลือ​ตามเคย​ ด้วยความที่เป็น​คนที่ใฝ่รู้​เขาจึงไม่ปล่อยให้เรื่อง​ที่เกิดขึ้น​ในวันนี้ค้างคา​ใจเป็นอันขาด​ จึงรวบรวม​ความกล้าถามบาทหลวง​มาร์ติน​ถึงคำอธิบาย​พระโองการ​ดังกล่าว​ นักบวชจึงกล่าวว่า.....

"โอ้ลูกเอ๋ย​ เจ้าต้องสัญญา​กับพ่อก่อนว่าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้แก่ใคร​ เพราะหากคนอื่นรับรู้​ พวกเขาจะต้องจะฆ่าสังหาร​เจ้าในทันที......
ลูกเอ่ย​ถ้าบ้านเจ้าอยู่ใกล้กับบ้านคนมุสลิม​เจ้าจะทำร้าย​พวกเขาหรือพวกเขาจะทำร้าย​เจ้าก่อนล่ะ?!
ที่พ่อถามเพื่ออยากรู้​ว่าเจ้าเกลียด​คนมุสลิม​มากแค่ไหน​ เพราะศาสดา​ที่พระเยซู​เคยกล่าวถึง​นั้น​ แท้จริง​แล้วคือมูฮำหมัด​ศาสดา​แห่งอิสลาม​ ชายผู้นี้แหล่ะคือผู้ที่พระคำภีร์​เล่มที่4จะถูก​ประทาน​ให้แก่เขาตามคำบอกกล่าว​ของศาสดา​เดนิล​ แท้จริงศาสนา​ของมูฮำหมัด​คือศาสนา​แห่งพระเจ้า​ที่แท้จริงตามที่ไบเบิล​เคยบอกไว้​"

" พ่อครับ​ แล้วศาสนา​ที่เรานับถือ​กันอยู่ตอนนี้มันหมายความว่าอย่างไร?!

"ลูกเอ่ยถ้าชาวคริสเตียน​ปฏิบัติ​ธรรม​ตามที่พระเยซู​เคยสั่งสอนไว้แน่แท้พวกเขาอยู่​ในศาสนา​ของพระเจ้า​แต่ไม่เลยพวกเขาได้ออกนอกเขตแล้ว เพราะพระเยซู​ไม่ใช่ใครนอกจากเป็นศาสนทูต​อีกคนของพระเจ้าเท่านั้น"

"แล้วผมต้องทำอย่างไรเพื่อให้รอด"

"ต้องเข้ารับศาสนา​อิสลามแล้วลูกจะรอดพ้นทั้งโลกนี้​และ​โลกหน้า​"

" ถ้าพ่อรู้ดีแล้วทำไมพ่อถึงไม่เข้ารับอิสลามล่ะ​ เพราะ​ผู้ที่ฉลาดคือผู้ที่เลือก​สิ่งดีๆให้แก่ตัวเองไม่ใช่เรอ"

เมื่อถูกถามเช่นนี้นักบวชถึงกับร้องไห้​ออกมา​ เพราะทั้งชีวิต​ของท่านได้ศึกษา​พระคำภีร์​จนแตกฉาน​จนบัดนี้ทั้งอายุและร่างกาย​ของท่านก็อ่อนแอ​ลงเรื่อยๆ​ตามกาลเวลา​และด้วยหน้าที่การงาน​และศักดิ์ศรี​แล้ว​ ท่านจึงไม่ยอมทำตามในสิ่งที่ท่านเองรู้ดีแก่ใจมาตลอด​ก่อนจบการสนทนา​นักบวชจึงแนะนำให้ธอร์​เมอ​ดา​ย้ายไปอาศัยในประเทศ​มุสลิมเพื่อความ​ปลอดภัย​ในชีวิตและหลักความเชื่อ

แอนสัน​ ธอร์​เมอ​ดา​ เริ่มออกเดินจากสเปนสู่​แผ่นใหม่​ที่รู้จักกัน​ในนาม​ "ประเทศ​ตูนีเซีย" ชาวคริสเตียน​ต่างรอการมาเยือน​ของท่านอย่างล้นเหลือ​ต่างปิติยินดี​ในการมาของท่านเป็นอย่างมากเพราะท่านคือนักบวช​และนักปราชญ์​ที่โด่งดัง​อีกคนที่พวกเขานับถือ​ แต่ความยินดีเปรมปรีด์​เหล่านั้นต้องดับศูนย์​ไปเมื่อท่านได้ประกาศ​ตนเข้ารับศาสนา​อิสลาม​อย่างเป็นทางการ​ในเวลาต่อมาชาวคริสต์​ต่างโจมตี​เขาว่าเข้ารับอิสลามเพราะอยากมีเมีย​ เนื่องจาก​พระคริสต์​คือผู้ที่อุทิศ​ตนเพื่อ​ศาสนา​ฉะนั้นการแต่งงานจึงเป็นเรื่อง​ที่​ต้องห้ามสำหรับพวกเขา

หลังจาก​เข้ารับ​อิสลาม​ธอร์​เมอ​ดาได้เปลียนชื่อเป็น "อับดุลลอฮฺ​ อัลตุรจูมาน" เขาทำการศึกษา​ภาษา​อาหรับ​อย่างจิงจัง
งานเขียน​ของเขาเป็นงานเขียน​ที่ยืนยันถึงข้อเท็จจริง​ของศาสดา​คนสุดท้าย​หรือท่านนบีมูฮำหมัด​โดยยกหลักฐาน​ที่มีอยู่ไบเบิล​เองอีกทั้งยืนยันถึงการดัดแปลง​ไบเบิล​โดยยกหลักฐาน​พร้อม​เทคนิค​ทางจิตวิทยา​และหลักฐาน​ต่างๆอย่างสมเหตุสมผล​และเป็นความ​จริงในหนังสือ​ที่มีชื่อว่า.....
"تحفة الأريب في الرد على أهل الصليب"
กระทั่ง​ปัจจุบัน​หนังสือ​เล่มนี้ก็ยังเป็นแหล่ง​อ้างอิง​สำคัญ​สำหรับ​นักศึกษา​ศาสนา​เปรียบเทียบ

ปีคศ.1423 อับดุลลอฮฺ​ อัลตุรจูมานก็กลับสู่ความเมตตา​ของอัลลอฮฺในฐานะผู้ที่ยึดมั่น​ในคำสอน​ของนบีอีซาและนบีคนสุดท้าย
اللهم صل وسلم على نبينا وعلى آله وصحبه أجمعين

อ้างอิง​:من لا يعرف التاريخ لا يستطيع صناعة المستقبل

และอื่นๆ
ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle


รุ่งอรุณ​แห่ง​ยุคกลาง​


รุ่งอรุณ​แห่ง​ยุคกลาง​

"สหราชอาณาจักร"หรือประเทศ​อังกฤษในปัจจุบั​น​ เคยเป็นศูนย์​กลาง​การปกครอง​ชาติพันธุ์​มนุษย์​มาอย่าง​ยาวนาน​และยิ่งใหญ่ตั้งแต่อดีตจนถึง​ปัจจุบัน​

"อาณาจักร​เมอร์​เซ​ีย" คือ1ใน​7อาณาจักร​ที่อุบัติ​ขึ้น​บนเกาะอังกฤษ​ในยุคสมัย​นั้น​ มี​กษัตริย์​ที่โด่งดัง​มากมายเช่น" กษัตริย์​ออฟฟา" ซึ่งถือเป็น​ยุคทองของอาณาจักร​แห่งนี้​เลยก็ว่าได้​ พระองค์ปกครองประเทศได้​ถึง39ปี​ ตั้งแต่​คศ.757-796​ นอกจากนี้​พระองค์​ยังได้ทิ้ง​ร่องรอย​ของสถาปัตยกรรม​ในยุคโบราณ​ที่สำคัญ​ไว้.....​นั้นก็คือ​ "ป้อมปราการ​แห่งออฟฟา"นั้นเอง

แต่แล้ว​เมื่อปีคศ.1841 นักโบราณคดี​ได้ค้นพบ​เหรียญ​กษาปณ์​ทองคำ​แห่งยุคโบราณ​ซึ่งถือ​เป็น​หลักฐาน​ทางประวัติ​ศาสตร์​ที่คาด​ว่า​มันคือสิ่งที่โยง​ไป​ถึง​กษัตริย์​ออฟฟาโดยตรง​......แต่สิ่งที่น่าตกใจ​ไปกว่านั้นคือเหรียญ​กษาปณ์เหล่านั้น​มีอักขระอาหรับสลักไว้​​ ซึ่ง​เป็นถ้อยคำ​ปฏิญาณ​ตนของชาวมุสลิม​ที่ว่า​ "ไม่มีพระเจ้า​อื่น​ใดนอกจากอัลลอฮฺ​และมูฮำหมัด​คือศาสนทูต​ของพระองค์" ส่วนในอีกด้านหนึ่ง​จะสลักชื่อของกษัตริย์​ออฟฟาเอาไว้

การค้นพบ​ในครั้งนี้​จึง​ไม่ใช่เรื่อง​กล้วย​ๆอีกต่อไป​ เมื่ิอมีนักวิชาการ​บางคน​ต่างพากันตั้งข้อสันนิษฐาน​หรือความน่าจะเป็น​ ไว้อย่าง​มากมายและน่าสนใจ​มากเลยทีเดียว​เช่น....
1.กษัตริย์​ออฟฟาเป็นมุสลิม
2.สลักอักขระ​อาหรับ​ไว้เพื่อความงามหรือตกแต่งเหรียญ​โดยไม่ได้ลึกซึ้ง​ในความหมาย​เลยสักนิด​
3.เพื่อให้เกิดความ​ง่ายดาย​ต่อราษฎร​ในยามที่ต้องไปแสวงบุญ​ ณ​ นครเยรูซา​เลม​ ซึ่ง​อยู่​ในการดูแลของชาว​อาหรับ
4.เมื่อ​ปีคศ.787 กษัตริย์​ออฟฟาได้ลงนามในสนธิสัญญา​กับ​ "นักบวช​แอนเดรีย​ที่1" มีผลทำให้​พระองค์​ต้องจ่ายส่วย​รายปี​ จึงเลือกใช้ทองคำเหล่านี้เพื่อ​จ่าย​ให้แก่โบสถ์​

*****************

ข้อสันนิษฐาน​เหล่านี้จะเป็นจริงหรือเท็จ​อย่างไร?! เรามาแก้ปริศนา​ในรอบต่อไปด้วยกันน่ะครัชชชชชช


ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle

10 กันยายน · "มัสยิดอะหมัด​ อิบน์​ ตูลูน"


10 กันยายน ·
"มัสยิดอะหมัด​ อิบน์​ ตูลูน"
สถาปัตยกรรม​เก่าแก่ในดินแดน​ไอยคุปต์​แห่งอารยธรรม​อิสลามีย์​ ที่ปรากฏ​อยู่​ในธนบัตร​ชนิด​ราคา​5ปอนด์​อียิปต์​

คือหนึ่งในสามมัสยิดที่เก่าแก่​ที่สุด​ใน​อียิปต์​รองลงมาจาก​ "มัสยิดอัมร์​ อิบน์​ อัลอาซ" และตามหลังด้วย​ "มัสยิดอัซกัร" ที่มีอายุราว1200​กว่าปี​ และเป็นมัสยิดแห่งเดียว​ในอียิปต์​ที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง​ใดๆ​เลย​ ยังคงรักษา​ไว้ซึ่งความเหมืิอนมาตั้งแต่อดีตจวบจน​ปัจจุบั

มัสยิด​แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัย​ "อะหมัด​ อิบน์​ ตูลูน" (ฮ.ศ. 254-292)​ ผู้ครองนคร​อียิปต์​และกลายเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์​ตูลูน​ในเวลาต่อมา​ ในรัชสมัยการปกครอง​ของราชวงศ์​อับบาสีย์​ ความคับแคบ​ของมัสยิดทำให้ประชาราษฎร์​เรียกร้อง​เจ้าเมือง​ให้สร้าง​วิหาร​ที่มีขนาดใหญ่​เพื่อรองรับประชาชน​ที่กำลังหลั่งไหล​เข้ารับศาสนา​อิสลาม

เมื่อเล็งเห็น​ถึงความสำคัญ​เช่นเจ้าเมือง​ก็ไม่นิ่งเฉย​ รีบคว้าตัววิศวกรที่เก่งที่สุดในแดนอียิปต์​เพื่อทำการสร้าง​วิหาร​โดยใช้หินสีแดงเพราะมีความแกร่งและทนต่อความร้อน​และเลี่ยง​การใช้หินอ่อนเพราะไม่สามารถ​ทนต่อความร้อน​ของไฟ ตามคำบัญชา​ของท่านเจ้าเมือง​ที่เคยกล่าว​ไว้ว่า​ "หากอียิปต์มอดไหม้​หรือประสบอุทกภั​ยน้ำท่วม​แล้วไซร้​ มัสยิดแห่งนี้จะยังคงอยู่​ไม่สาบสูญ​ตราบเท่าที่​อัลลอฮฺจะทรงประสงค์"3ปีมัสยิดก็แล้วเสร็จ​สมบูรณ์​

มัสยิดถูกสร้างไว้บนภูเขา​ โดยมีกำแพงหรือป้อมปราการ​รายล้อมถึงสองรอบ​ มีหออะซานที่สูง​เด่นตระหง่าน​กลางท้องฟ้า​ สามารถ​มองเห็น​ทิวทัศน์​ที่สวยงามเมื่อมองลงมาจากหออะซาน​ มีบันไดหินให้สามารถ​ขี้นไปบนมัสยิดได้อย่างสะดวก​และปลอดภัย​ พลอยทำให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง​ในความเกรียงไกร​และการยอมสิโรราบในอำนาจแห่งอัลลออฮฺในขณะที่​ทำการละหมาด​

ด้วยความงดงามวิจิตตระการตา​ชวนทำให้หลงไหลไปกับศิลป​วัฒนธรรม​ในยุคทองของยุคอิสลามีย์​ ศิลปที่มีการผสมผสาน​กันระหว่างอารยธรรม​อียิปต์​ดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์​และอารยธรรม​อิรักดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไทกริซและยูเฟรติสต์​ ที่มีความสอดคล้อง​กับขนบธรรมเนียมประเพณี​แบบอิสลามิค
สวดลายของดอกไม้​ อัขระโบราณ​ที่ประดับ​บนเสาหิน​ ผนังมัสยิดและกำแพงป้อมปราการ​ที่เป็นถ้อยคำแห่งอัลกรุอ่าน​ จารึกไว้ท้าแดดท้าฝนมาอย่างยาวนาน​ เพื่อ​แสดงถึงความศรัทธา​อันแรงกล้า​ในพระเจ้า​อง​ค์เดียว

"ราชวงศ์​ตูลูนียะฮฺ​" ปกครอง​อียิปต์​ได้ไม่นานก็ถูกปราบปราม​และล่มสลาย​ไปในทีสุด​ แต่ความมั่งคั่ง​และความดีงามของอารยธรรม​ที่เคย​สะสม​ไว้​บนแผ่นดิน​แห่งนี้​ยังคงตราตรึง​ไว้ในดวงใจ​ของ​ชาวอียิปต์​ตราบ​ชั่วนิรันดร์


ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle


เพราะเขาคือ.... ชายหนุ่ม​ที่..... เข้าประจัญบาน​กับข้าศึก​ ในทุกสมรภูมิด้วย​มือที่ถือ​ดาบแค่​ 2 เล่ม


เพราะเขาคือ....

ชายหนุ่ม​ที่.....
เข้าประจัญบาน​กับข้าศึก​ ในทุกสมรภูมิด้วย​มือที่ถือ​ดาบแค่​ 2 เล่ม บวกกับศิลปะและความชำนาญในการเกวียน​ดาบ​พร้อมกับร่ายรำ​ไปตามท่วงทำนอง​ของวิชานักดาบขั้นสูงสุด​

ราวกับว่า....
เขาคือผู้กุมชะตากรรม​ของดาบ​ ไม่ใช่ดาบที่กุมชะตากรรม​ของเขา​ เขามักจะเลี่ยง​การรบบนหลังม้าหากแต่จะใช้เท้าเดินและวิ่ง​เข้าหาคู่อริอย่างห้าวหาญ....

เขามีแผ่นหน้าเอาไว้เป็นโล่กำบังและไม่เคยเลยสักครั้ง....ที่จะยอมให้ศัตรูได้เห็นแผ่นหลังของตัวเอง
อีกทั้งเขายังเป็นผู้เดียวที่ถือธงแห่งศาสนทูต​
... "(راية العقاب)"...
ให้โบกสะบัด​ ณ​ แดนญีฮาด

ฮัซซาน​ อิบน์​ ซาบิต​ นักกวีของท่านนบี
เคยบอกเล่าเกี่ยวกับชายหนุ่ม​คนนี้ว่า....

"เมื่อญิบรีลได้ป่าวประกาศ​สู่การญีฮาด
ฝุ่นตลบ​ยังคงแหวกว่าย​อยู่ในอากาศ
มุสลิมูน​หวาดกลัวต่างปกปักษ์ศาสนทูต​
ปราศจาก​ดาบใดๆที่จะไร้เทียม​ทาน​
เท่ากับ​"ดาบซีลฟักกอร"
ไม่มีนักรบคนไหนที่จะแข็งแกร่งเทียบ​เท่า...
นักดาบผู้กล้าหาญ​ อย่าง​ ท่านอาลีย์"

***หลายๆสมรภูมิ​มาลาอิกัตจะถูกส่งมาเพื่อเป็นกำลังเสริมให้แก่ฝ่ายมุสลิม
สงคราม​ดำเนิน​ไปอย่างดุเดือด​ ด้วยความรุนแรง​และน่ากลัว​ เสียงหวีดร้อง​ทั้งของคนและม้าศึก​ ฝุ่นตลบ​ทั่วบรรยากาศ​เนื่องจาก​ความโกลาหล​ทำให้มุสลิมต่างเป็นห่วงความปลอดภัย​ของท่านนบี​ จึงคอยระวังให้แก่ท่านนบีไม่ห่าง ด้วยความกล้าหาญ​ของท่านอาลีย์และดาบของเขาที่ชื่อว่า" ซีลฟักกอร"ที่ยังคงฟาดฟันศัตรู​อย่างองอาจ​ จนกลายเป็น​สาเหตุ​หนึ่งที่นำมาซึ่งชัยชนะ​สู่อัล-อิสลาม

อาลีย์​ อิบน์​ อาบูฏอลิบ​
รอฏียัลลอฮุอันฮู

อ้างอิง:
الطبري
السيرة لابن هشام


ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ
รูปจากgoogle

"#อาบูลาฮับ" เหตุใด​ชื่อนี้ถึงถูกกล่าวในอัล-กุรอ่านแทนชื่อจริงของเขา?


"#อาบูลาฮับ"
เหตุใด​ชื่อนี้ถึงถูกกล่าวในอัล-กุรอ่านแทนชื่อจริงของเขา?

อาบูลาฮับ​ หรือชื่อจริงของเขาคือ"อัลดุลอุซซา" คือบุรุษ​ที่มีรูปร่างสูงสง่าและหน้าตา​หล่อเหลา​ จนคนในยุคญาฮิลียะ​ ตั้งฉายาให้สมกับความหล่อขั้นเทพ​ของเขาว่า​ "ลาฮับ"

ผิวกายที่มีสีแทน​ ใบหน้าที่หล่อเหลา​บวกกับดวงตาที่คมเป็นประกาย​ ครั้งที่เขาโกรธ​ใบหน้าจะยิ่งแดงก่ำ​ จึงเป็นที่มาของ​ฉายาที่ว่า​ " อาบูลาฮับ" หรือ​ "เจ้าพ่อแห่งเปลวไฟ"

แต่ถึงกระนั้น​.... ทำไม​อัลกุรอาน​ถึงได้ยกชื่อ​"อาบูลาฮับ"แทน"อับดุลอุซซา" ล่ะ???

1.เพราะในอัลกุรอาน​จะไม่ยกชื่อของใคร ที่เป็นชื่อทาสของสิ่งอื่น​ใด​นอกจาก​อัลลอฮฺ​ (เพราะชื่อเขาคือ​ อับดุลอุซซา=ทาสแห่งอุซซา​ ซึ่งเป็นเทวรูป​)
2.เพราะชื่อลาฮับโด่งดังและเป็​น​ที่รู้จัก​มากกว่าชื่อจริงของเขา
3."​มหาบริสุทธิ์​ยิ่งแด่อัลลอฮฺ​ ชายผู้นี้โด่งดังในหมู่พวกเขา​ ด้วยรูปร่างหน้าตา​ที่งดงามและหล่อ​เหล่า​ แต่สองสิ่งนี้ไม่มีผลในการตัดสินของอัลลอฮฺเลยแม้แต่น้อย" (ตัฟสีรอัลกุรฏุบีย์)

อาบูลาฮับมีลูกชายทั้งหมด​สามคนด้วยกัน
1.อุตบะ​ ซึ่งเป็นสามีของท่านหญิงรูก็อยยะบุตรีของท่านนบีและได้เข้ารับอิสลามในวันพิชิต​เมกกะ
2.มุตอับ
3.อูตัยบะ​ คือสามีของท่านหญิง​อุมมูกัลซูมและไม่ได้เข้ารับอิสลามกระทั่ง​เสีย​ชีวิต​

ครั้นที่"ซูเราะ​ห์​อัลมาสัด​"ถูก​ประทาน​ลงมา​ อาบู​ลา​ฮับ​ได้กล่าวแก่ลูกชายทั้งสองว่า
"ฉันจะไม่พูดจากับเจ้าทั้งสองอีกต่อไป หากเจ้าทั้งสองไม่ยอมหย่ากับบุตรีของมูฮำหมัด"
แล้วลูกชายทั้งสองจึงได้อย่ากับบุตรีของท่านบี

#อุมมู_ญามีล​ ภรรยา​ของ​ #อาบู_ลาฮับ
ถูกกล่าว​ไว้​ใน​อัลกุรอาน​ว่าเป็นคนแบกฝืน​ งานอดิเรก​ของหล่อนคือ.... เมื่อตกค่ำ​หล่อนจะออกไปยังทางเดิน​ของท่านนบีแล้ววางลวดหนาว​อันแหลมคม​ เพื่อทำร้ายท่านนบี​
ส่วนงานถนัดของหล่อนคือ.... ชอบใส่ร้าย​คนอื่น คอยยุยงให้คนอื่นทะเลาะเบาะแว้ง​กัน​ หล่อนมีสร้อยคอ​เพชร​ ที่หล่อนภาคภูมิใจกับมันหนักหนา​ กระทั่ง​ครั้งหนึ่ง​หล่อนได้ประกาศ​ว่า.....
"ในนามแห่ง​อัลลาตและอัลอุซซา​ (ชื่อเทวรูป)​ฉันจะยอมอุทิศ​สร้อย​เส้นนี้เพื่อต่อต้านและทำลายมูฮำหมัด"
แล้วอัลลอฮฺจึงได้ตอนแทนหล่อนด้วยสายคล่องคอ​ที่เป็นเส้นเชือกจากนรกญะฮันนัม

เมื่อหล่อนได้ยินว่าอัลกุรอาน​โจมตีสามีของหล่อน​และหล่อนเอง จึงไปหาท่านนบี​ ณ​ มัสยิดฮะรอม​ ในมือถือก้อนหิน​ที่แหลมคม​เหมือนมีด​ ทันที่ที่มาถึงหล่อนกลับไม่เห็น​ท่านนบี​ จึงถามท่านอาบูบักรว่า
"นี่อาบูบักร​ ฉันได้ยินว่ามูฮำหมัด​ได้ด่าทอฉันและสามีของฉัน​ แน่แท้ถ้าฉันเจอเขาฉันจะฟันใบหน้าของเขาให้เละ​ ด้วยก้อนหินก้อนนี้แหล่ะ"
แล้วหล่อนก็เดินจากไป​ อาบู​ที่ยืนอยู่กับท่านนบีจึงถามท่านนบีว่า
"นางไม่เห็นท่านเรอ?"
"ไม่เห็นหรอก​ เพราะอัลลอฮฺได้ปกปิดข้าจากสายตาของนาง"

หลังจาก​"สงคราม​บัดร" อาบูลาฮับเกิดการติดเชื้อ​อย่างรุนแรง​ คล้ายโรคติดต่อ​ เขานอนป่วยหนัก​เป็นเวลา​ 7 วัน​ 7คืน​ ก็ทนพิษไม่ไหวและสิ้นใจตายในที่สุด​ หลังจากที่เสียชีวิต​แล้ว​ ไม่มีใครเลยสักคนที่จะกล้าเข้าใกล้ศพของเขา เพราะเกรงว่าจะเกิดความวิบัติ​และการติดเชื้อ​จากโรคร้ายซึ่งอาจนำไปสู่คนอื่นๆในเผ่า​ได้ จึงพร้อมใจกันขุดหลุม​ฝังศพแล้วใช้ไม้ที่มีขนาดยาวผลักร่างของเขาให้ตกลงไปในหลุม​แทนการใช้มือ​ จากนั้นก็ทำการถ่ม​ก้อนหินเข้าไปแล้วจึงฝั่งด้วยดินและกรวดทราย​

ปั้นปลาย​ชีวิต​ของอาบูลาฮับเป็นไปตามที่อัลกุรอาน​ได้บอกไว้​และมันช่างเป็นจุดจบที่น่าสมเพชมาก!!!
วัลยาซูบิลลาฮ

แม้ว่าชาวกุร้อยซ์จะตั้งฉายา​ที่แสนอัปรีย์​แทนการเรียกชื่อ​"มูฮำหมัด"แล้วไซร้ แต่ท่านไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขากล่าว​หาเลยแม้แต่น้อย​ เพราะท่านคือ
" محمد صل الله عليه وسلم"
ถ้าอ่านจบแล้วอย่าลืม​ ซอลาวัตต่อท่านนบีกันน่ะ​ 😍

อ้างอิง​:من لايعرف التاريخ لا يستطيع صناعة المستقبل



ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle

"บาบซูไวละ" หรือประตูแห่งมูตาวาลีย์ คือ​1ใน​3ประตู​เมืองอันเก่าแก่ที่งดงาม​และมีเสน่ห์​ที่สุดในอียิปต์​ ทียังคงหลงเหลือ​อยู่ให้ได...