วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

"บาบซูไวละ" หรือประตูแห่งมูตาวาลีย์
คือ​1ใน​3ประตู​เมืองอันเก่าแก่ที่งดงาม​และมีเสน่ห์​ที่สุดในอียิปต์​ ทียังคงหลงเหลือ​อยู่ให้ได้บอกเล่าเรื่อง​ราว​ในอดีต​แก่ชนรุ่นหลัง​ สร้างขึ้นในรัชสมัย​การปกครอง​ของ​ราชวงศ์​ฟาตีมีย์​ ตามคำสั่ง​ของแม่ทัพใหญ่​นามว่า​ "เญาหัรแห่งเกาะ​ชิชิลี" เมื่อปีคศ.1092 โดยมีรากฐาน​ลึกลงไปถึง25เมตร​ ความกว้างอยู่ที​25.72เมตร​ และมีความสูงถึง24เมตรจากพื้นดิน

หออะซานทั้งสองมีความโดดเด่นและสวยงามถูกต่อเติม​ในภายหลัง​ ช่วงสมัยการปกครอง​ของ​กลุ่มคน​ที่ถูกขนานนาม​ว่า "มามาลีก" ซึ่งเป็นชนชั้นทาสแต่สามารถไต่เต้า​จนได้เป็นกษัตริย์ผู้ครองนครอียิปต์​และชามในเวลาต่อมา

นอกจากความงามที่สามารถเห็นด้วยสายตาแล้วมันยังตราตรึง​ในหัวใจของผู้ที่พบเห็น​ ประตู​แห่ง​นี้ผ่านกาลเวลามาอย่าง​ยาวนานแต่ที่โด่งดัง​ที่สุดคือมันเป็นประตู​เดียวกันที่ครั้งหนึ่ง​" กษัตริย์​ไซฟูดดีน​ กูตูซ" เคยแขวนคอคณะทูตของพวกมองโกเลีย​ ครั้นที่มองโกเลีย​ส่งสาส์น​ข่มขู่​อียิปต์​หลังจากที่อาณาจักร​อับบา​สีย์​ล่มสลาย​เนื่องจาก​การรุกราน​ของมองโกเลีย​ เป็นที่ทราบ​กันดีว่า1ในกฎเกณฑ์ของการทำศึก​คือ​ "ห้ามสังหารคณะทูต" แต่สิ่งที่กษัตริย์​อียิปต์​กระทำลงไปนั้นคือการประกาศสงคราม​โดยที่ไม่ต้องเปล่ง​วาจา​

และแล้วสงครามก็ดำเนินขึ้น​ ช่วงขณะนั้นหากคุณได้ป่าวประกาศ​แก่ชาวเมือง​ว่ามีกองทัพหนึ่งสามารถ​รบชนะกองทัพมองโกแล้วล่ะก็.....​แน่นอน​ผู้คนจะต้องกล่าว​หาว่าคุณบ้าหรือวิปลาส​ไปเสียแล้ว​ เพราะไม่มีกองทัพไหนที่จะกล้าต่อกรกับทหารมองโกแต่กษัตริย์​อียิปต์​ผู้นี้คือผู้ที่ยึดมั่น​ในอุดมการณ์​ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล จนสุดท้าย​สามารถ​นำขบวน​ทัพเดินทางสู่ดินแดนปาเลสไตน์​และทำสงคราม​ขับไล่พวกมองโกล​ออกจากแผ่นศักดิ์สิทธิ์​อัล-กุดส และนำชัยชนะสู่บ้านเมืองได้สำเร็จด้วยการอนุมัติ​จากเอกองค์​อัลลอฮฺ​ เมื่อปีคศ.1260 ในยุทธการ​ที่มีชื่อ​ว่า​ "เอนจาลู" หรือ​ "อัยน์ญาลูต" ประเทศ​ปาเลสไตน์​ในปัจจุบัน

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

อัลบากีลานีย์ ​และการโต้วาทีที่เมามันส์​ที่สุด


อัลบากีลานีย์
​และการโต้วาทีที่เมามันส์​ที่สุด

เป็นเรื่อง​ราวของนักปราชญ์​มุสลิมกับกษัตริย์​โรมัน​ เมื่อครั้งที่กษัตริย์​โรมันได้ร้องขอจากคอลีฟะ​หรือกษัตริย์​มุสลิมให้ส่งปรมาจารย์​มุสลิมเพื่อไถ่ถาม​ในเรื่องศาสนา​ ฝ่ายกษัตริย์​มุสลิมจึงได้ส่ง​ "ปราชญ์​อาบูบักร​ อัล-บากีลานีย์" ซึ่งดำรงตำแหน่ง​ผู้พิพากษา​อยู่ในขณะนั้น​

ก่อนการมาเยือน......
ฝ่ายกษัตริย์โรมัน​ได้มีคำสั่งให้ปรับปรุง​ประตู​ท้องพระโรง​ให้มีขนาดสั้นหรือต่ำลงเพื่อที่ผู้มาเยือน​จะได้ก้มหัวกราบ​พระองค์​และขุนนาง​ และหวังที่จะได้เห็นความนอบน้อม​ถ่อมตนต่อพระองค์​จากมุสลิม​ท่านนี้และให้เกิดความรู้สึก​ที่ว่า.... ผู้มาเยือน​ช่างต่ำต้อย​ยิ่งนัก​ !

เมื่ออาบูบักร​มาถึงหน้าประตู​ก็รับรู้ได้ทันทีถึงกลอุบาย​ของกษัตริย์​ แทนที่จะเดินเข้าไปหาแบบก้มหน้าแต่ท่านเลือกที่จะเดินแบบถอยหลัง​ แล้วแผ่นหลังของท่านจึงเป็น​สิ่งแรกที่กษัตริย์​และเหล่าขุนนาง​ได้เห็นไม่ใช่หัวของท่านที่ก้มกราบแต่อย่างใด

กษัตริย์​จึงประจักษ์​ได้ทันที​ว่า "ปราชญ์​ผู้นี้ไม่ธรรมดา"!!!

เมื่อยืน​ต่อหน้ากษัตริย์​การสนทนา​ก็ดำเนิน​ขึ้นทันที

นักปราชญ์​ : พวกท่าน​และครอบครัว​ของพวกท่านสบายดีกันใช่ไหม?

นักปราชญ์​ได้ถามทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรง​ซึ่งมีทั้งกษัตริย์​บรรดาขุนนาง​และนักบวช

กษัตริย์​ : (โกรธ)​เจ้าช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง​เสียจริง​ พวกเขา(นักบวช)​บริสุทธิ์​จากการมีภรรยา​และลูกหลานเพราะพวกเขาคือกลุ่มคน​ที่ดีที่สุด​ ใยเจ้าจึงถามถึงพวกเขาล่ะ​?!!!

นักปราชญ์​ : อัลลอฮุอักบัร​!!! เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มคน​ที่ดีที่สุดพวกเขาจึงบริสุทธิ์​จากการมีภรรยา​และลูกหลาน​อย่างนั้นรึ​ หากเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมพระเจ้าถึงถูกใส่ร้ายว่ามีภรรยา​(ท่านหญิง​มัรยัม)​และไม่ได้บริสุทธิ์​จากการมีลูก(นบีอีซา)​ล่ะ?

โดนแบบนี้แล้วกษัตริย์​จึงพิโรธ​มากขึ้น

กษัตริย์​ : เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ​ เรื่องราว​ของ(ท่านหญิง)​อาอีชะฮฺ​ ตอนที่นางถูกใส่ร้ายว่ามีชู้​

นักปราชญ์​ : แท้จริง​ นางได้แต่งงานแต่ไม่มีลูก​ ในขณะที่​ท่านหญิง​มัรยัมไม่ได้แต่งงาน​แต่กลับมีลูก​ กระนั้นแล้วคนที่ไม่มีลูกจะถูกใส่ร้าย​ว่ามีชู้ได้อย่างไรกัน​?! แต่อัลกุรอาน​ได้เทิดทูน​นางทั้งสองและยังยืนยัน​ถึงความบริสุทธิ์​ของพวกหล่อนอีกด้วย

กษัตริย์​ : ........... (เปลี่ยน​บทสนทนา​ทันที)​
กษัตริย์​ : ศาสดา​ของพวกเจ้าทำสงคราม​หรือไม่?

นักปราชญ์​ : ใช่

กษัตริย์​ : เขารบอยู่กองหน้าหรือเปล่า?

นักปราชญ์​ : ใช่

กษัตริย์​ : แล้วเขาชนะสงคราม​ไหม?

นักปราชญ์​ : ใช่

กษัตริย์​ : เขาเคยปราชัย​บ้างหรือเปล่า?

นักปราชญ์​ : ใช่

กษัตริย์​ : มันน่าประหลาด​ใจนัก เขาเป็นถึงศาสดา​แต่กลับปราชัยในสมรภูมิ​อย่างนั้นรึ​?!

นักปราชญ์​ : (ไม่ได้ตอบแต่กลับย้อนถามว่า)
พระเยซู​(นบีอีซา)​ถูกตรึง​แขน​ใช่ไหม

กษัตริย์​ : ใช่

นักปราชญ์​ : ข้าประหลาด​ใจเหมือนกัน​ เป็นถึงพระเจ้าแต่กลับถูกตรึง​แขน​ได้อย่างไรกัน​?!

แล้วทั้งหมดที่อยู่​ในท้องพระโรง​ของกษัตริย์​โรมัน​ ก็จนปัญญา​ที่จะต่อปากต่อคำกับปราชญ์​ผู้นี้อีกต่อไป.

ปล.​นบีอีซาไม่ได้ถูกตรึง​แขนแต่ถูกยกขึ้นสู่ฟากฟ้าและรอดพ้น​จากเงื้อมมือ​ของผู้ที่ไม่หวังดี​

อ้างอิง​ :​ كتاب مناظرة العجيبة

ในภาพอาจจะมี 4 คน
รูปจากgoogle


มัสยิดอาถรรพ์


มัสยิดอาถรรพ์

ในปี​ คศ.668​ ช่วงสมัยการปกครอง​ของ​ "คอลีฟะอัลวาลีด​ อิบน์​ อับดุลมาเลก" ได้มีการปรับปรุง​ตกแต่ง​กรุงดามัสกัส​(ซีเรีย​ในปัจจุบั​น)​ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวง​ของอาณาจักร​อิสลามใน​รัชสมัย​การปกครอง​ของราชวงศ์​อูมาวี​ย์​

เดิมทีมัสยิดแห่งนี้เคยเป็นวิหารประกอบศาสนกิจ​ตามหลักความเชื่อ​ของชาวกรีกที่นิยมบูชาเทพเจ้า​หลายองค์​ ในสมัยการปกครอง​ของกรีกแต่ถูกเปลี่ยน​ให้เป็น​โบสถ์​คริสต์​ภายหลัง​จากที่โรมันเรืองอำนาจ​ จนกระทั่ง​ในรัชสมัย​ของคอลีฟะอัลวาลีด พระองค์​ทรงมีรับสั่งให้ทำลายรูปปั้น​ เทวรูป​และไม้กางเขน​ เพื่อความเหมาะสม​ที่จะใช้เป็นมัสยิด​ ซึ่งเป็นสถาน​ที่ประกอบศาสนกิจ​ในศาสนา​อิสลาม
ทันใดนั้น​เอง​....... เสียงคัดค้าน​และต่อต้าน​จากเหล่าขุนนาง​ เสนาบดี​และนักบวช​ ให้ละเว้นการทำลายเทวรูปเสียเพราะเกรงว่าบ้านเมือง​อาจเกิดอาเพศและผู้ที่ทำลายมันอาจมีอันเป็นไป​ ตามคำร่ำลือจากเหล่านักบวช​

"ท่านคอลีฟะที่เคารพ​ แท้จริงในคำภีร์​ของเราได้สาปแช่ง​คนที่จะทำลายเทวรูป​ว่า... หากผู้ใดคิดจะทำลายเขาผู้นั้นจะต้องวิปลาส​อย่างแน่นอน" นักบวชคนหนี่ง​กล่าวตัก​เตือน​คอลีฟะอัลวาลีด

"อย่างนั้นรึ​.... หากเป็นเช่นนั้นจริง​ ข้าก็จะขอวิปลาส​ในนามแห่งอัลลอฮฺก็แล้วกัน"
คอลีฟะอัลวาลีดกล่าวออกมาด้วยวาจาที่หนักแน่นมั่นคง​แล้วท่านก็เดินขึ้นไปยังจุดที่สูงที่สุดของวิหารที่ที่กล่าวขานกันว่ามีอาถรรพ์​ที่สุดซึ่งเป็นที่ประทับ​ของเทวรูป​อันศักดิ์สิทธิ์

"ข้าจะเป็นคนแรกที่เอาค้อนไว้ที่คอของเทวรูป​ตนนี้
الله أكبر อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่​"
ผู้ที่จะทำลายอาถรรพ์ได้นั้นต้องมีอีหม่านต่ออัลลอฮฺมั่นคงและแน่แน่ ไม่ลังเล
และแล้วเทวรูป​อาถรรพ์​ก็ถูกทำลายจบสิ้นซึ่งคำสาป​ คอลีฟะท่านนี้ก็มิได้วิปลาส​ตั้งแต่วันนั้นจนสิ้นสุด​สมัยการปกครอง​ของคอลีฟะอัลวาลีด​ อิบน์​ อับดุลมาเลก​ อัลอูมาวี​ย์​.



#มัสยิดอาถรรพ์
#อัลวาลีดอิบน์อับดุลมาเลก

ภาพ​:มัสยิด​อูมาวี​ย์​ กรุง​ดามัสกัส​ ประเทศ​ซีเรีย​

อ้างอิง​:تاريخ الإسلامي

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle

ชนเผ่า​อิ​นเดียน​แดง คือชนเผ่า​ที่เคยนับถือศาสนา​อิสลามจริงหรือ​!?!


ชนเผ่า​อิ​นเดียน​แดง
คือชนเผ่า​ที่เคยนับถือศาสนา​อิสลามจริงหรือ​!?!

สื่อตะวันตก​ทั้งตำราประวัติศาสตร์​และละครหรือหนัง​ระดับฟอร์ม​ยักษ์​ได้นำเสนอ​เรื่องราว​ของชนเผ่าอิ​นเดียน​แดง​ว่าเป็นชน​พื้นเมือง​เดิมที่ล้าหลัง​อาศัย​อยู่ใน​ทวีป​อเมริกา​มีอาชีพ​เลี้ยง​วัว
ผิวสีแทน​อมแดง​
กินเนื้อมนุษย์​เป็นอาหาร
ใช้เครื่อง​นุ่งห่ม​ที่ทำมาจากหนัง​และขนนก
อีกทั้ง​ยังเป็นชนพื้นเมือง​ที่ป่าเถื่อน​ไร้ปรัชญา​ในการดำเนินชีวิต​หรือหลักศรัทธา​ใดๆ

จะมีมุสลิมสักกี่คนในปัจจุบัน​ที่รู้​และตระหนัก​ดีว่าแท้จริง​แล้วชาวอินเดีย​นแดงเคยมีหลักศรัทธา​เหมือนพวกเรามาก่อน​ พวกเขาเคยใช้ชีวิต​ที่สงบสุข​มาโดยตลอดจนกระทั่ง.....
"ยุคล่าอาณานิคม​ตะวันตก"

การมาเยือนของพญายมในครั้ง​นั้นสร้าง​ความโกลาหล​บนแผ่นดิน​ของพวกเขา​เป็นอย่างมาก​ชาวอินเดีย​นแดงหลายชีวิตถูกจับไปเป็นทาสและเป็นเหยื่อ​ของขบวนการ​ค้ามนุษย์​ส่วนอีกหลายล้านชีวิตก็ถูกฆ่าล้าง​เผ่าพันธุ์​อย่างโหดเหี้ยม​ ไม่เว้นแม้กระทั่ง​เด็ก​ สตรี​หรือคนเถ้าคนแก่จนปัจจุบัน​จำนวน​ประชากร​ชาว​อินเดีย​นแดงมีจำนวน​ที่น้อยมากเมื่อเทียบ​กับชนพื้นเมือง​เดิมอื่นๆ

จากดินแดนที่เคยสุขสำราญ​กลับกลายเป็นลาน​สังหารภายในชั่วพริบตา​เดียว​ ทรัพย์สิน​และทรัพยากร​ธรรมชาติ​ที่มากล้นเกินคณานับ​ถูกกอบโกยไปยังยุโรป​ บ้านเรือน​หรือกระโจม​ของชาวอินเดีย​ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยยุทธ​วิธี​ที่ป่าเถื่อน​ที่สุด!!!

มี​หลักฐาน​การวิจัย​จากนักวิจัยและนักเขียน​ชาวตะวันตกนามว่า​"หลุยส์​ ฟีร์เนล" ศาสตราจารย์​จากมหาวิทยาลัย​ฮาร์​เวิลด์​ ได้กล่าว​ในหนังสือ​ "แอฟริกา​และการค้นพบ​อเมริกา" ที่พูดถึง​ความสัมพันธ์​ของชาวอินเดีย​นแดงกับชาวมุสลิมว่า.....
"ก่อนไปเยือน​ทวีป​อเมริกา​ คริสโตเฟอร์​ โคลัมบัส​ รู้ดียิ่งว่ามีชนเผ่าที่นับถือ​ศาสนา​อิสลามอาศัย​อยู่​ที่นั้นมาก่อนแล้ว"

ในตอนหนึ่ง​จากบันทึก​ของคริสโตเฟอร์​ โคลัมบัส​ได้เขียนไว้ว่า....
"ชาวอินเดียนแดงมักแต่งกายด้วยผ้าคอตตอลซึ่งเป็นการแต่งกาย​ที่มีความคล้ายคลึง​กับการแต่งกายของสตรีมุสลิม​ในเกอร์​นาด้า(สเปนหรืออันดาลุส)​"
ในบันทึก​ยังยืนยัน​อีกว่ามีสถานที่สักการะ​ของชาวมุสลิม​อินเดีย​นแดงหรือมัสยิดที่พบอยู่ในประเทศ​คิวบา​ ครั้งที่โคลัมบัส​เข้ามาจอดเรือ​ ณ​ ดินแดนแห่งนี้เขาเองก็ได้รับความช่วยเหลือ​จากกัปตัน​เรือ​ชาวมุสลิมผู้ซึ่งคอยนำทางการเดินเรือ​ให้แก่เขา​เช่นกัน

สิ่งเหล่านี้​คือเครื่อง​ยืนยัน​และหลักฐาน​ชิ้นสำคัญ​ที่ยืนยัน​ว่ามุสลิมรู้จักและเคยมาเยือน​ดินแดนแห่งนี้​แล้วหลายร้อยปี​ก่อนการมาเยือน​ของ​โคลัมบัส​เสียอีก​ มุสลิมได้นำหลักอากีดะและจรรยามารยา​ทตามแบบฉบับของอิสลามมาเผยแพร่​ให้กับชาวอินเดีย​นแดงจนพวกเขาบางส่วนก็​เข้ารับอิสลาม

นอกจากนี้ยังมีสนธิสัญญา​ที่เป็น​ลายลักษณ์อักษรเป็น​สนธิสัญญา​ระหว่าง​โคลัมบัส​กับมูฮำหมัด​ซึ่งเป็นชายชาวมุสลิม​อิ​นเดียน​แดง​ ในสนธิสัญญา​นั้นมีอักขระอาหรับ​กำกับ​ไว้ด้วย​ปัจจุบัน​ถูกเก็บรักษา​ไว้อย่างดี​ในพิพิธภัณฑ์​อเมริกา

มีการค้นพบจากนักสำรวจ​เฉพาะ​ทางว่าโบสถ์​ซึ่ง​เก่าแก่ที่สุดในแม็กซีโก​เคยเป็นมัสยิดมาก่อนเพราะมีหลักฐาน​ยืนยัน​ตามฝาผนัง​โบสถ์​และหอคอยที่คล้าย​คลึง​กับหออะซานในสเปน

จากบันทึก​ของอาบู​บักรอัลคอลาลที่รายงานไว้ในหนังสือ​"การสนับสนุน​ในด้านการค้า"
ท่านอีหม่านอัชชะอบีย์เคยกล่าวว่า....
"แท้จริง​ด้านหลัง​ของอันดาลุสนั้นมีชาวมุสลิม​อาศัยอยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยเพ็ชร​พลอยทองคำ"
แผ่นดินแห่งนี้​นี้เองที่ถูกขนานนาม​ในภายหลัง​การค้นพบ​ของโคลัมบัส​ว่า"ทวีป​อเมริกา"

"อัลอิดรีสีย์​"กัปตันเรือ​นักสำรวจ​และนักเขียน​แผนที่​เคยพูดเกี่ยว​กับเยาวชน​มุสลิมกลุ่มหนึ่ง​ที่มาจากเมืองลิสบอน​(โปรตุเกส)​ได้นำเรือออกทะเลข้ามมหาสมุทร​แอตแลนติก​สู่เมืองที่อยู่​ด้านหลัง​ของอันดาลูเซีย​พร้อมกันนั้น​ได้เผยแพร่​ศาสนา​อิสลาม​ให้แก่ชนพื้นเมือง​เดิมจนพวกเขาเข้ารับ​ศาสนา​อิสลามในเวลาต่อมา

ทั้งหมดคือเสี้ยว​หนึ่ง​จากหลักฐาน​ทางประวัติ​ศาสตร์​ที่เป็นสิ่งยืนยัน​ว่าศาสนา​อิสลาม​ขยายตัว​ได้ไกลเกือบ​ทั้วทุกมุม​โลก​มาตั้งเเต่​อดีตกาล​แม้จะถูกปราบปราม​จากผู้ไม่หวังดี​มานักต่อนักแล้วแต่อิสลาม​ก็ไม่เคยห่างหายไปจากโลก
ชนเผ่าอิ​นเดียน​แดง​ที่ไม่ได้เป็นแค่ชนพื้นเมือง​เดิมที่อาศัย​ในทวีป​อเมริกา​อีกต่อไป​แต่พวกเขาคือพี่น้องร่วมสายเชือด​อิสลาม
ที่มีพระเจ้าองค์​เดียวกับเรา
ศาสนทูต​คนเดียว​กัน
ภายใต้​หลักศรัทธา​ที่ว่า....
"ไม่มีพระเจ้า​อื่นใดนอกจาก​อัลลอฮฺ
และมูฮำหมัด​คือศาสนทูต​ของพระองค์"

อ้างอิง​:من لم يعرف التاريخ لا يستطيع صناعة​المستقبل


ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle

กับตันเรือบาร์บอสซ่าร์

เพียงแค่​ชื่อ.....​
ก็เพียงพอ​แล้ว​ที่จะทำ​ให้พวกครุเสดตะวันตก​หวั่นเกรง​ เพราะเขาคือ "บาร์​บอซซ่าร์" หรือ​ "บาร์​บาร์​โรซซ่าร์" เป็นอีกหนึ่งใน​บรรดา​สุดยอดกัปตัน​เรือแห่งท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน​ในช่วงสมัยกลาง

ชื่อจริง​ของเขาคือ​ "คูฏ้อร​ อิบน์​ ยะกูบ" แต่ถูกขนานนาม​โดยราชวงศ์​ออตโตมันว่า​ "ค้อยรุดดีน​ บาชาร์" หรือที่รู้จัก​กันในดินแดนตะวันตกว่า​ "บาร์​บอซ​ซ่าร์​" (ชายผู้​มีเครา​สีแดง)​

เขาคือสุดยอดกัปตันเรืออีกคนที่มีความสำคัญ​ต่อราชวงศ์​ออตโตมันและโลกมุสลิมในขณะนั้น​ เคยถูกแต่งตั้ง​เป็นนายพลเรือเอก​ประจำอยู่ที่ท่า​เทียบเรือตูนีเซีย​ก่อนที่จะกลายมาเป็นนายพลเรือเอกประจำสำนัก​ราชวงศ์​ออตโตมัน​ในเวลาต่อมา

ทั้งชีวิต​ของเขาอุทิศ​ตนเพื่อศาสนา​และพี่น้องร่วมศาสนา​ในการปกป้อง​อาณาเขต​รอบชายฝั่ง​ประเทศ​มุสลิม​และต่อต้าน​เรือคาราวาน​โจรสลัด​ครุเสดมาโดยตลอดเช่นในภารกิจ​ป้องกัน​การรุกราน​โดยเรือรบจาก​"กษัตริย์​ชาร์ล​ ที่5" ใน​ "สมรภูมิ​บรีฟีซ่าร์" เป็นเหตุทำให้ออตโตมันมีอำนาจในการครอบครอง​ดินแดนตะวันออกกลางให้สงบสุข​ได้ยาวนานถึง33ปี

นอกจากนี้เขายังเป็นกัปตัน​เรือที่นำกองกำลัง​พิเศษ​ไปช่วยเหลือ​พี่น้องร่วมศาสนาที่ถูกเข่นฆ่า​ล้าง​เผ่าพันธุ์​ในแผ่นดินสเปนหรืออันดาลุส​ หลังจากที่​"ราชวงศ์​บานีอะฮมัร" แห่งเกอร์​นาดาล่มสลายลงได้ไม่นาน​ การปฏิบัติการ​ในครั้งนี้​สามารถ​ช่วยเหลือ​พี่น้องมุสลิม​ผู้​บริสุทธิ์​ได้มากถึง70000ชีวิต​ ด้วยเรือใหญ่ทั้งหมด36ลำใช้เวลาลำเลียง​ถึง7ครั้งแล้วนำผู้รอดชีวิต​เหล่านั้นไปกระจายตามเมืองตูนีเซีย​ต่อไป

ครั้นที่สเปนนำกำลังทหาร​เพื่อรุกราน​ฝรั่งเศส​ "กษัตริย์​ฟรองซัวส์​ที่​1" ได้มีสาส์น​ขอความช่วยเหลือ​ไปยังกษัตริย์​สุไลมานแห่งราชวงศ์​ออต​โต​มันในการขับไล่​ผู้บุกรุก​ กษัตริย์​ออตโตมันตอบรับคำขอโดยการ​ส่ง​กัปตันบาร์​บอซ​ซ่าร์​พร้อมเรือรบจำนวนหนึ่​งในการทำศึกปกป้องฝรั่งเศส​ อันเป็น​เหตุ​ทำให้ฝรั่งเศส​มอบ​ "ท่าเทียบเรือ​มาร์ซีเลีย" ให้ออตโตมันเพื่อใช้เป็นโล่กำบังให้แก่ฝรั่งเศส​นานถึง5ปี

ด้วยเกียรติคุณ​และยุทธวิธี​ในการทำศึกกลางทะเล​บาร์​บอซ​ซ่าร์​ ได้กลายมาเป็น​ตำนาน​ที่เขย่าขวัญ​รอบชายฝั่งสเปน​และฝรั่งเศส​ คือผู้ที่ปกป้องแผ่นดิน​ของคนมุสลิม​อย่างห่วงแหนจนกระทั่ง​ลมหายใจ​เฮือก​สุดท้ายหลุดออกจากร่าง​เมื่อปี​ ฮศ.953

ปิดตำนาน​ซูเปอร์​ฮีโร่​ ตำนาน​ที่มีชีวิต​จริง​ ตำนาน​ที่ตะวันตกเรียกเขาว่าโจรสลัด​!?
หากแม้นจะถูกขนานนาม​ว่าเป็น​โจรสลัด​แต่เขาก็คือโจรสลัด​ที่ปกป้องประเทศของ​ตัวเองไม่ได้ไปรุกล้ำ​ประเทศ​ของใคร​ !!!

อ้างอิง​:من لم يعرف التاريخ لا يستطيع صناعة​المستقبل


ในภาพอาจจะมี 1 คน
รูปจากgoogle

อาบูอัยยูบ​ อัลอันศอรีย์

ในช่วงที่ปิดล้อม​กรุง​คอนส​แตน​ติโนเปิล​ ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ​"อาบูอัยยูบ​ อัลอันศอรีย์"ได้สั่งเสีย​แก่ทหารมุสลิม​ให้ฝังร่างของท่านใกล้กำแพงเมือง
และเมื่อวาระสุดท้าย​มาถึง​ เหล่า​ทหารได้แบกร่างอันมีเกียรติ​ของท่านด้วยโล่แล้วนำไปฝั่งใกล้กับบริเวณ​กำแพงในพิกัดที่พวกเขาสามารถ​กระทำได้
จักรพรรดิ​โรมัน​รับรู้​เรื่อง​นี้​ดี จึงกล่าวออกมาว่า.....
"เราจะอนุญาต​ให้พวกท่านฝังร่างสหายของศาสดา​ของพวกท่านบนแผ่นดิน​ของเรา​ และเมื่อพวกท่านจากไปแล้วเราจะทำการ​ขุดหลุม​ฝังศพและนำร่างนั้นไปให้หมาของเรากิน"
เมื่อได้ยินเ​ช่นนั้น​ "คอลีฟะยะซีด" จึงได้กล่าว​ตอบโต้​ว่า.....
"ขอสาบาน​ด้วย​พระนามของอัลลอฮฺผู้​ทรง​ยิ่ง​ใหญ่​ หากแม้นว่า​มือของฉันสามารถ​ยื่น​ไปถึงหลุมฝังศพ​แล้วไซร้​ แน่แท้ฉันจะไม่ละเว้นชาวคริสเตียน​แม้เพียง​คนเดียว​ได้อาศัยในประเทศ​มุสลิม​ และจะไม่มีโบสถ์​แห่งหนใด​ ที่จะปลอดภัย​เว้นแต่​ฉันจะทำลาย​มันให้สิ้นซาก​!!!"

เหล่าประชาราษฎร์​ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยาน​ว่าท่านคอลีฟะและเหล่าทหารหาญ​ได้ให้การคุ้มครอง​หลุม​ฝั่ง​ศพของสาวก​ท่านนบีอย่างปลอดภัย​นับแต่วันนั้น​เป็น​ต้นมา.(العقد الفريد)

แน่นอน​คำพูด​ของคอลีฟะยะซีด​ เป็นเพียง​แค่คำขู่​ของกษัตริย์​ที่ใช้กับกษัตริย์​ด้วยกันเองเท่านั้น​ เพราะในประวัติศาสตร์​ได้จารึก​แล้วว่าในนาม​ของกฏหมาย​อิสลามไม่ว่าศาสนา​ใดที่อยู่ภาย​ใต้การปกครอง​ของกษัตริย์​มุสลิมพวกเขาจะไม่ได้รับแค่สิทธิ​ในการเป็นพลเมือง​ของประเทศเท่านั้น​หากแต่พวกเขาจะได้รับความอิสระ​ในการนับถือ​ศาสนา​ของตนและการปกป้อง​คุ้มครอง​ตามกระบวนการยุติธรรม​ของกฏหมาย​อิสลาม​ในฐานะ​"อะฮลูซิมมีย์" หรือผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม​แต่อยู่ภายใต้​การปกครอง​ของมุสลิม​นั่นเอง​

#ครั้งหนึ่ง​เมื่อตอนที่อิสลาม​เคยยิ่ง​ใหญ่
#ยุคทองของอิสลาม


ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle

รู้​หรือ​ไหม?! ซัยด์​อิบ​น์​ซา​บิด เข้ารับอิสลาม​ตอนอายุ11ปี


รู้​หรือ​ไหม?!

ซัยด์​อิบ​น์​ซา​บิด
เข้ารับอิสลาม​ตอนอายุ11ปี
ท่านนบีแนะนำ​ให้เรียนภาษาฮิบรู
และสามารถ​เข้าใจ​ได้ในระยะเวลา​เพียง​15วัน
อีกทั้ง​เรียนภาษา​ซีรีแอก(ภาษา​ของชาวคริสต์)​
ใน​ระยะ​เวลาเพียงแค่​17วันเท่านั้น
ทั้งหมดเกิด​ขึ้น​เมื่อ​ตอน​ที่เขาอายุ​แค่13ปี
ครั้น​ในรัชสมัย​ของคอลีฟะอาบูบักร
เขาถูก​แต่งตั้ง​ให้เป็นหัวหน้า
ในภารกิจรวบรวม
แผ่นจารึก​กุรอ่าน
และประสบ​ความสำเร็จ
เมื่อ​ตอนอายุแค่23ปี​ !!!

จะด้วยอายุเท่าไหร่
จะด้วยวิธีไหน
จะด้วยอาชีพ​อะไร
(ที่ไม่ใช่​วิธี​การและอาชีพ​ที่ฮะรอมน่ะ)​
เราก็สามารถ​รับใช้ศาสนา​ได้ทุกเมื่อ​
โดยในบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องขี่ม้า​ ถือดาบ​ ทำเท่ห์​
เพราะเราก็เท่ห์​ได้ในแบบของเรา​ได้เหมือนกัน​

اللهم صل وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه ومن تبعهم بإحسان إلى يوم الدين

"บาบซูไวละ" หรือประตูแห่งมูตาวาลีย์ คือ​1ใน​3ประตู​เมืองอันเก่าแก่ที่งดงาม​และมีเสน่ห์​ที่สุดในอียิปต์​ ทียังคงหลงเหลือ​อยู่ให้ได...