วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ซาลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์(ตอน1 สงครามครุเสด)


ซาลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์(ตอน1 สงครามครุเสด)

“ข้าขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันจะหัวเราะได้อย่างไร ในเมื่ออัล-อักศอ ยังตกเป็นเมืองขึ้น(โดยพวกครุเสด)อยู่”

(ซอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์)

ฉันจะไม่นำเสนอเรื่องราวของวีรบุรุษผู้นี้ ตามที่นักเขียนส่วนใหญ่เขียน เพราะคนส่วนใหญ่จะพูดถึงซอลาฮุดดีนเฉพาะวันที่เขารบชนะพวกครุเสดใน “สมรภูมิฮิตตีน”เท่านั้น เหตุการณ์ที่สำคัญเช่นนี้ฉันจะไม่พูดถึงมันเลย ด้วยสาเหตุ สองประการ

1.เพราะหลายๆคนรู้ถึงเหตุการณ์ในตำนาน ที่ซอลาฮุดดีนได้ทำการปลดปล่อยอัล-อักศอเป็นอย่างดี
2.เพราะฉันจะไม่เขียนว่าชัยชนะนั้นเป็นอย่างไร แต่จะเขียนให้ทุกคนได้รู้ว่า อะไรคือสาเหตุที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง

ความเชื่อผิดๆ ที่เยาวชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันคิดว่า ชัยชนะนั้นเริ่มขึ้นเมื่อใครคนใดคนหนึ่งนั้น เริ่มเอามือจับถืออาวุธทั้งกลางวันและกลางคืน ความจริงที่เราลืมนึกถึง คือการจับถืออาวุธนั้น ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะนำพาเราไปสู่ชัยชนะ เพราะในบางครั้งชัยชนะก็ไม่จำเป็นต้องนองเลือดหรือใช้ความรุนแรงเสมอไป เราต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ ต้องฝึกฝน และใช้ระยะเวลาในการก้าวถึงจุดๆนั้น ขั้นตอนเหล่านี้ เราเรียกมันว่า “ศิลปะในการเป็นผู้ชนะ”

จากเรื่องราวของมูซา มีข้อคิดที่น่าทึ่งให้เราได้เรียนรู้มากมาย คือ ทั้งๆที่อัลลอฮฺสามารถที่จะทำลายฟิรเอาน์และพวกของมัน พระองค์สามารถยื่นความตายให้กับพวกเขาได้อย่างง่ายดาย แต่พระองค์มิทรงทำเช่นนั้น พระองค์ทรงส่งมูซาและสอนศิลปะในการเป็นผู้ชนะให้กับท่าน ในขณะที่ท่านยังเป็นทารก มูซาถูกเลี้ยงดูในวังของฟิรเอาน์ เมื่อโตเป็นหนุ่มก็อพยพไปยัง “เมืองมัดยัน”
จากนั้นมายังอียิปต์อีกครั้งเพื่อเผชิญหน้ากับฟิรเอาน์
และพูดกล่อมฟิรเอาน์ด้วยคำพูดที่อ่อนโยน ไม่ใช่ด้วยอาวุธแต่อย่างใด! มูซาเริ่มเผยแพร่สาสน์ของพระองค์อย่างยาวนาน อย่างข่มขื่นต่างๆนานา จนสุดท้ายถูกต้อนให้ออกจากอียิปต์โดยฟิรเอาน์ และกองทัพของเขา ท้ายที่สุดก็จมลงในทะเลและไม่มีผู้ใดสามารรอดชีวิตได้ มูซาได้รับชนะโดยที่ไม่ต้องทำศึกแต่อย่างใด คำถามก็คือ ทำไมอัลลอฮฺไม่ทรงทำให้ฟิรเอาน์จมน้ำตั้งแรกเริ่มล่ะ คำตอบคือเพราะพระองค์จะสอนพวกเราทุกคนว่าแท้จริงแล้ว หนทางสู่ชัยชนะนั้นมันช่างยาวไกล แต่วินาทีชนะบางครั้งก็ใช้เวลาแค่พริบตาเดียวเท่านั้น

ก่อนที่จะถลำลึกเข้าไปเกี่ยวกับซอลาฮุดดีน เรามาศึกษาประวัติความเป็นมาของสงครามครุเสดก่อน

สงครามเริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 เชิญชวนชาวคริสตร์ทำศึกกับมุสลิม ณ เมืองแกลร์มง ประเทศฝรั่งเศส เมือวันที่27เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1095 แต่ฉันคิดว่า ฉนวนสงครามที่แท้จริงเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก่อนที่จะมีมูฮำหมัดอีก คือวันที20พฤศภาคม ค.ศ.325 เมื่อมีการ “ประชุมนากี-ยาห์” ที่เรียกร้องให้ทำศึกสงครามกับมุสลิม นำทัพโดย “อาร์ยูส” แต่เริ่มเคลื่อนพลจริงๆ คือเมืองแกลร์มง ประเทศฝรั่งเศส (นี้อาจเป็นสาเหตุที่ฝรั่งเศสถือว่ามุสลิมคือศัตรูของพวกเขามาจนถึงทุกวันนี้) นักบวชคริสตร์ นิกายคาทอลิค ได้ปล่อยข่าวลือที่ว่า ในปี1000โลกจะแตก จากนั้นจะเป็นโลกแห่งการตัดสินความดีความชั่ว แต่สามารถซื้อการ
อภัยโทษ หรือ สวรรค์ ได้จากคริสตจักร

ดังกล่าวนี้สร้างความแตกตื่นให้กับชาวคริสเตียนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนจน พากันขายบ้านขายเรือนเพื่อเอามาแลกกับการไถ่บาป เมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีแผ่นดินไหว ท้องฟ้าไม่แตกสลาย ชาวเมืองก็พบว่า คริสตจักรมิใช่อื่นใดเลย นอกจากหลอกชาวบ้านไปวันๆ บางคนถึงกับเลิกเชื่อคำสอนไปเลย บ้านเมืองเริ่มไม่สงบสุข หลายคนลุกขึ้นมาต่อต้านคริสตจักร แม้คริสตจักรจะพยายามให้คนมาสนใจศาสนามากขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ วันคืนผ่านไป คริสตจักรเริ่มอ่อนแรง แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมวิธีแก้ปัญหา โดยให้ยุติการก่อม็อบ ให้เลิกต่อต้านศาสนา แต่จงต่อต้านพวกมุสลิมที่ขโมยแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์จากชาวคริสเตียน และผู้ที่เป็นนักรบจะได้รับการไถ่บาป ทรัพย์สินของนักรบจะถูกปกป้องอย่างดีและหากสิ้นชีพลง ก็จะได้เข้าสววรค์ เป็นไปตามคาด คำสอนอันลวงโลกของนักบวชผู้ได้การตอบรับจากมวลชน เริ่มมีการเคลื่อนพลทหาร โดยส่วนมากพวกเขาคือคนจน มุ้งหน้าไปยัง เมืองคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งเป็นถิ่นถานของชาวคริสเตียน นิกายออร์โธดอกซ์ เพื่อฆ่าสังหารพี่น้องต่างนิกาย ด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ ของคริสเตียน นิกายออร์โธดอกซ์ ( เราลองมาเปรียบเทียบระหว่างการกระทำของพวกคาทอลิคที่กระทำต่อพี้น้องร่วมศาสนา กับการกระทำของแม่ทัพมุสลิมมูฮำหมัดอัลฟาติห ที่กระทำต่อชาวคริสครั้งเมื่อท่านได้พิชิตเมืองนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและการให้อภัย อีกทั้งไม่มีการบังคับให้เปลี่ยนศาสนาแต่อย่างใด)

จากนั้นพวกครุเสดก็เดินทางมาถึงเมืองชาม(ซีเรีย)ได้อย่างง่ายดายเพราะอาณาจักรอิสลามเกิดการแตกแยกในหมู่มุสลิมเดียวกันเอง ก่อนที่จะถึง อัลกุดส์แห่งเยรูซาเล็ม ได้สำเร็จในปีค.ศ.1071 ในเมืองนี้เองที่คริสเตียนได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มุสลิมอย่างเหี้ยมโหด ทั้งเด็ก สตรี และคนชรา ทำลายมัสยิด เผ่าบ้านเรือน และอีกหลายแสนชีวิตที่บริสุทธิ์ ถูกเชือดคออย่างไม่ปราณี มุสลิมลุกขึ้นปกป้องแผ่นดินอันศัก-สิทธ์ และคิดว่าพวกครุเสดคงไม่ทำลายอัลอักศอ แต่นั้นเป็นการมองที่ผิด เพราะพวกครุเสดได้ทำลาย และถล่มแผ่นดินอันศักสิทธิ์ ด้วยม้าศึกของพวกเขา ในเวลาเพียงวันเดียวพวกครุเสดได้คร่าชีวิดอันบริสุทธิ์ไปถึง70000คน ทั้งคนแก่ชรา สตรี และเด็ก จากแผ่นดินอันศักสิทธิ์ที่เคยสงบ และผาสุก ได้กลายเป็นทะเลทรายสีแดงเลือดสดไหลเป็นทาง และเสียงกีบเท้าของม้าศึกที่แหวกว่ายอยู่ในทะเลอย่างไม่ขาดสาย.


จากหนังสือ “100مائة من عظماء أمةالإسلام غيروامجرى التاريخ”
หน้า:317
เขียนโดยجهاد الترباني:

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปภาพจาก google

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บาบซูไวละ" หรือประตูแห่งมูตาวาลีย์ คือ​1ใน​3ประตู​เมืองอันเก่าแก่ที่งดงาม​และมีเสน่ห์​ที่สุดในอียิปต์​ ทียังคงหลงเหลือ​อยู่ให้ได...