วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

วีรบุรุษ ลาปูลาปู


วีรบุรุษ ลาปูลาปู
“ด้วยพระนานของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตาเสมอ จากหัวหน้ามุสลิมในฟิลิปปินส์ ถึงเม็กเจนเลนนักบวชชาวโปรตุเกส สาสน์เตือนในนามของพระเยสูได้มาถึงเราแล้ว ท่านขอให้เรามอบแผ่นดินของเราให้แก่ท่าน ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่มีอารยธรรมดีกว่าชาวพื้นเมืองอย่างเรา ตามที่ท่านได้อ้างไว้.... ในนามของอัลลอฮฺ.....ศาสนาที่แท้จริงนั้นเป็นของพระองค์ พระเจ้าที่เรามุสลิมทุกคนเคารพสักการะ คือพระเจ้าของมวลมนุษย์ชาติ ที่ไม่แยกสีผิวและชาติพันธุ์.....เข้ามาเผชิญหน้าเราสิ โอ้สุนัขรับใช้ไม้กางเขน!”
เรื่องราวของเฟอร์ดินานเม็กเจนเลนสุดยอดนักเดินเรือของโลกชาวโปรตุเกสผู้ค้นพบว่าโลกนี้กลม(ตามที่ตะวันตกบันทึกไว้) เดินทางผ่านช่องแคบซึ่งภายหลังรู้จักกันในนาม ช่องแคบแมกเจนแลน สู่มหาสมุทรแปซิฟิกจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ก่อนที่จะถูกฆ่าโดยชนเผ่าพื้นเมืองกินเนื้อมนุษย์ทำร้ายจนถึงแก่ความตาย......
จากบักทึกประวัติศาสตร์ ข้างต้นเยาวชนส่วนใหญ่ต่างยกย่องนักเดินเรือผู้นี้ แต่หารู้ไหมว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร?.....เฟอร์ดินานเม็กเจนเลนคือนักบวชชาวโปรตุเกส ถูกทางการตามจับตัวเนื่องจากมีคดีโจรกรรมทรัพย์สินคนจน เข้ามาหลบภัยในสเปนในสมัยกษัตริย์คาร์ลอสที่5(ซึ่งเป็นศัตรูกับโปรตุเกสในสมัยนั้น)และกลายเป็นสายลับให้กับสเปน มีส่วนร่วมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มุสลิมในสเปนและโมร็อคโค ในปีค.ศ.1519 เม็กเจนเลนได้ทำสนธิสัญญากับกษัตริย์สเปนเรื่องการล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย ปีค.ศ.1520 เม็กเจนแลนถึงชายฝั่งฟิลิปปินส์ได้สำเร็จเขาเริ่มโจมตีและทำการโจรกรรมเผ่าบ้านเรือน ฆ่าล้างผู้คนในเกาะทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม แม้จะถูกโต้ตอบด้วยอาวุธของชาวพื้นเมืองแต่ฝ่ายสเปนมีกำลังเหนือกว่าด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าในสมัยนั้น ชาวเมือง(ทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่)แตกตื่นพ่ายแพ้ให้กับศัตรู หนีตายไปที่เกาะ“มักตัน” ที่ปกครองโดยหัวหน้าเผ่ามุสลิมนามว่า“ลาปูลาปู”ผู้ที่ไม่ยอมสยบต่อศัตรู ทั้งๆที่ตอนนั้นหลายๆเผ่าต่างยอมสิโรราบให้กับสเปน เม็กเจนเลนรู้ดีว่ามุสลิมเป็นกลุ่มชนที่ไม่คิดจะแพ้อะไรง่ายๆ จึงส่งสาสน์ ไปยังลาปูลาปู ความว่า “ในนามของพระเยซู ข้าขอสั่งให้เจ้ายอมแพ้ เพราะเราคือชาวผิวขาวที่มีอารยธรรมเหนือกว่าพวกเจ้าในแผ่นดินนี้” หากจะเปรียบเทียบกับสาสน์จากพ่อค้าและนักเผยแพร่อาหรับที่มาจากจีนและเกาะสุมาตราที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้เมือปีค.ศ.1380 แล้วช่างแตกต่าง สาสน์ที่เต็มไปด้วยความสันติไม่เหมือนกับที่เผชิญ ณ ตอนนี้ ลาปูลาปูเริ่มประกาศเป็นกบฏ สร้างกลุ่มติดอาวุธเพื่อต่อกรกับนักล่าอาณานิคมที่แกร่งในสมัยนั้นภายใต้ชื่อจักรพรรดิสเปน เมือทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันสงครามก็ปะทุขึ้นอย่างดุเดือนเสียงหวีดร้อง “อัลลอฮูอักบัร” ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย ลาปูลาปูรบอย่างกล้าหาญสังหารผู้คุมกัน นักบวชขี้ขลาดอย่างเม็กเจนแลน เขายกดาบขึ้นฟ้าและฟันลงมาที่คอเม็กเจนแลนขาดสะบั่นในที่สุด และแน่นอนชัยชนะตกเป็นของมุสลิม ทหารสเปนหนีตายอย่างหวุดหวิดพร้อมกับเรื่อแค่ลำเดียวเพื่อกลับไปบอกจักรพรรดิสเปนถึงความพ่ายแพ้ต่อหัวหน้าเผ่ามุสลิมลาปูลาปู นักรบและวีรบุรุษในตำนาน
ต่อมาสเปนส่งกำลังทหารมาแก้แค้นฟิลิปปินส์ ประเทศก็ลุกเป็นไฟแผ่นดินนองเลือด ศัตรูเข้ามาฆ่าล้างชาวเมืองนับล้านฆ่าข่มขืนแม้กระทั้งผู้หญิง ฟิลิปปินส์ตกเป็นเมืองขึ้นของสเปน และเปลี่ยนจากเมือง “อามานุลลอฮฺ”เป็นเมืองมะนิลา ภายใต้อาณานิคมของจักรวรรดิคาทอลิกสเปนแห่งแรกในเอเชีย เรื่องราวทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในหนังสือคริสตร์ศาสนา เพื่อให้ชาวฟิลิปปินส์รำลึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ ปัจจุบันอนุสาวรีย์ลาปูลาปูตั้งตระหง่าน ณ ชายฝั่งเกาะมักตัน ให้เป็นเครื่องเตือนสติแก่ชาวเมืองสืบไป........
จากหนังสือ “100مائة من عظماء أمةالإسلام غيروامجرى التاريخ”
หน้า:293
เขียนโดยجهات الترباني:
แปลโดย:AL-QALAM CAIRO

ในภาพอาจจะมี 1 คน
รูปภาพจาก google



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"บาบซูไวละ" หรือประตูแห่งมูตาวาลีย์ คือ​1ใน​3ประตู​เมืองอันเก่าแก่ที่งดงาม​และมีเสน่ห์​ที่สุดในอียิปต์​ ทียังคงหลงเหลือ​อยู่ให้ได...