
สงครามบัดร
สมรภูมิบัดร
คือสงครามที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม
อัลลอฮฺได้ประทานสมยานามให้แก่สงครามในครั้งนี้ว่า “วันแห่งการแบ่งแยก”
หรืออัลฟุรกอน เพราะพระองค์ได้แยกระหว่างสัจธรรมและการอุปโลป
สงครามบัดรเกิดเมื่อตอนเช้าของวันที่
17 รอมฏอน ฮศ.2 กระทั้งวันที่ 19 รอมฏอน โดยใช้เวลาไปทั้งหมด 3 วัน
ระหว่างมุสลิมีนซึ่งนำโดยท่านนบีมูฮำหมัด
(صلى الله عليه وسلم)และมุชรีกีน นำโดย “อัมรฺ อิบน์ ฮีชาม อิบน์
มูฆีเราะอัลมัคซูมีย์” หรือที่รู้กันในนาม “อาบูญะหลฺ”
สถานที่คือแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำอัลบัดร
ซึ่งอยู่ใกล้กับนครมาดีน่า และชัยชนะเป็นของฝ่ายมุสลิมีน
ฉนวนเหตุสงคราม
หลังจากที่มุสลิมีนในนครเมกกะ
ไม่อาจทนต่อความรุนแรงและการกดขี่ข่มเหงจากเหล่ามุชรีกีนเมกกะ อัลลอฮฺจึงประทานอนุญาตให้อพยพไปยังนครมาดิน่าด้วยกับทรัพย์สินที่น้อยนิด
บ้านช่อง และทรัพย์สินบางส่วนถูกทิ้งไว้ที่เมกกะอันเป็นเหตุทำให้มุชรีกีนทำการยึดและนำไปขายยังเมืองชาม
ท่านนบีรับรู้ถึงกองคาราวานสินค้าที่ไปค้าขายยังเมืองชามเป็นอย่างดีจึงคิดอุบายช่วงชิงสมบัติที่เคยเป็นของมุสลิมมาก่อนโดยการซุ่มโจมตีแบบกองโจร
โดยไม่มีเจตนาที่จะทำศึกสงครามแต่อย่างใด ดังนั้นแล้ว.... มุสลิมบางคนจึงไม่ได้เข้าร่วมในขบวนการนี้
เพียงเพราะคิดว่ามันไม่ใช่สงครามหากแต่เป็นเพียงแค่การทวงสิทธิ์เท่านั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านนบีก็ยังฝากฝังให้
“อับดุลลอฮฺอิบน์อุมมีมักตูม” รับหน้าที่เป็นอีหม่ามนำละหมาดให้แก่ชาวเมืองมาดิน่าในระหว่างที่ท่านไม่อยู่
การเคลื่อนขบวนอย่างผิดวิสัยเช่นนี้
คนฉลาดอย่างอาบูซุฟยานก็ตระหนักได้ทันทีว่าการประจัญบานต้องอุบัติขึ้นอย่างแน่นอนจึงส่งม้าเร็วเพื่อขอความช่วยเหลือจากผู้นำเผ่าในนครเมกกะในการส่งกองหนุน
“โอ้ ชาวมักกะ
บัดนี้กองคาราวานสินค้ากำลังจะถูกซุ่มโจมตี”
เขากล่าวออกไปในขณะที่ฉีกเสื้อผ้าของตัวเองเพื่อเป็นการปลุกระดมให้ลุกฮือต่อต้านท่านนบีมูฮำหมัด
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ประโยคนี้ถูกกกล่าวออกมาจนคนเมกกะแตกตื่นและพร้อมใจกันจัดกองกำลังทหารราวๆ
1000 คน ซึ่งประกอบไปด้วย
ทหารราบจำนวน 950 นาย
ทหารม้าอีก 100
นาย
และยังมีทหารอูฐจำนวน
700 นายรวมอยู่ด้วย
ในขณะที่กองกำลังของฝ่ายมุสลิมมีเพียง
314 นาย ซึ่งประกอบไปด้วย
170 นายทหาร จากเผ่าคอซร๊อจ
71 นายทหาร
จากเผ่าอัลเอาซฺ
และ73 นายทหาร
จากกลุ่มมูฮาญีรีน(กลุ่มผู้อพยพที่มาจากนครเมกกะ)
ต่อมาอาบูยะหลฺได้รับข่าวจากอาบูซุฟยานให้ระงับการเดินขบวนทหาร
เนื่องจากพวกเขาสามารถเบี่ยงเส้นทางเดิมสู่เส้นทางที่ปลอดภัยและห่างไกลจากการซุ่มโจมตี
แต่ทว่าอาบูญะหลฺ ยังคงดื้อดึงที่จะทำศึกกับมุสลิมีน
เพียงเพราะเขาต้องการที่จะสั่งสอนและมอบบทเรียนแก่มุสลีมีน
อีกทั้งยังต้องการรักษาเส้นทางการค้า ณ เมืองชาม อีกด้วย
อย่างที่เราทราบกันดีว่าคนรวย ในเมืองแมกกะ มักประกอบอาชีพค้าขาย จึงเดินขบวนต่อไปกระทั่งใกล้ถึง
“บ่อน้ำหรือแหล่งน้ำอัล-บัดร”อันเป็นปลายทางในครั้งนี้
ฝ่ายมุสลิมีนยังไม่รู้ถึงการเคลื่อนพลของกองหนุนฝ่ายมุชรีกีน
กระทั่งใกล้ถึงบ่อน้ำบัดรจึงได้ส่งหน่วยสอดแนมจำนวน 3 นาย เพื่อตรวจตรา ณ ที่นั่นทั้งสามได้พบกับเด็กรับใช้ของฝ่ายมุชรีนซึ่งกำลังตักน้ำในบริเวณนั้นจึงจับกุมตัวและสืบสวนจึงได้รู้ว่ามุชรีกีนได้ทำการเตรียมกองกำลังเสริมโดยมีเป้าหมายเพื่อทำศึกสงครามกับฝ่ายมุสลิมีน
สถานการณ์ตกอยู่ในความตึงเครียดเมื่อท่านนบีได้เรียกประชุมเหล่าอัครสาวกผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย
หลังจากที่รับรู้ว่า อะบูญะหลฺ มีเจตนาที่จะทำการศึก
ท่านนบี :
พวกท่านมีความคิดเห็นเป็นเช่นไรบ้าง
?
อาบูบักร :
ข้าเห็นด้วย (ควรทำศึก)
อุมัร :
ข้าก็เห็นด้วยเช่นกัน
มิกดาด อิบน์
อัมร์ : โอ้ท่านศาสนทูตไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
พวกเรายินดีที่จะอยู่เคียงข้างท่าน ในนามแห่งอัลลอฮฺ พวกเราขอสาบานว่าพวกเราจะไม่กล่าวต่อท่านดั่งที่วงศ์วานของนบีมูซาเคยกล่าวแก่มูซาว่า
((اهب أنت وربك فقاتلا إنا هاهنا قاعدون)) [24:المائدة]
ความว่า “ดังนั้นท่านและพระเจ้าของท่านจงไปเถิด
แล้วจงต่อสู้พวกเราจะนั่งอยู่ที่นี้”
แต่พวกเราจะร่วมขบวนไปพร้อมกับท่านและพระเจ้าของพวกเรา
แต่ท่านนบีก็ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่เว้นแต่ท่านจะได้รับคำตอบหรือคำสนับสนุนจากชาวอันศอร เพราะถ้าคิดดูแล้วชาวอันศอรไม่ได้เกี่ยวข้องกับศึกการช่วงชิงครั้งนี้ แต่ท่านสะอดฺก็ได้ทำให้ท่านนบีเกิดความสบายใจและมั่นใจในคำมั่นของชาวอันศอรที่ได้เคยมอบให้แก่ท่านนบี เมื่อครั้งการทำบัยอะห
แต่ท่านนบีก็ยังไม่มั่นใจเท่าไหร่เว้นแต่ท่านจะได้รับคำตอบหรือคำสนับสนุนจากชาวอันศอร เพราะถ้าคิดดูแล้วชาวอันศอรไม่ได้เกี่ยวข้องกับศึกการช่วงชิงครั้งนี้ แต่ท่านสะอดฺก็ได้ทำให้ท่านนบีเกิดความสบายใจและมั่นใจในคำมั่นของชาวอันศอรที่ได้เคยมอบให้แก่ท่านนบี เมื่อครั้งการทำบัยอะห
สะอดฺ
อิบน์ มูอาซ (หัวหน้าเผ่าอัลเอาซฺและชาวอันศอร ) : โอ้ท่านรอซูล....หากท่านบอกเราให้งมเข้มในมหาสมุทร แน่นอนเราก็จะทำตามที่ท่านบอก
นี้คือความรักและการรักษาสัจย์ของชาวอันศอรที่ต้องการจะช่วยเหลือพี่น้องร่วมศาสนา และตระหนักในการที่จะรับผิดชอบปัญหาไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งให้พี่น้องลำบากแต่เพียงฝ่ายเดียว
นี้คือความรักและการรักษาสัจย์ของชาวอันศอรที่ต้องการจะช่วยเหลือพี่น้องร่วมศาสนา และตระหนักในการที่จะรับผิดชอบปัญหาไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งให้พี่น้องลำบากแต่เพียงฝ่ายเดียว
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากบรรดาซอฮาบะแล้วท่านนบีจึงไม่ลังเลอีกต่อไป
ความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ
เมื่อข่าวขบวนสินค้าของอาบูซุฟยานรอดพ้นการจากซุ้มโจมตีและการจงใจทำศึกของอาบูญะหลฺมาถึงท่านนบี
การเคลื่อนพลทหารจึงดำเนินขึ้นทันที ทั้งสองฝ่ายได้มาถึง “อัลบัดร” ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน
โดยฝ่ายมุชรีกีนได้ตั้งฐานทัพที่ปลายน้ำ
ในขณะที่มุสลิมีนอยู่ที่ต้นน้ำ บ่อแห่งนี้แห้งเหือดเนื่องจากความร้อนของทะเลทราย
แต่แล้วปาฎิหารย์ ก็เกิดขึ้นเมื่ออัลลอฮฺได้ประทานน้ำฝน กระทั่งบ่อที่แห้งกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำฝน
มุสลิมีนจึงมีน้ำดื่มใช้อย่างเพียงพอ
สงครามไม่ได้ชนะด้วยกองกำลังเพียงอย่างเดียวหากแต่ด้วยเล่ห์เหลี่ยมในบางครั้ง
เมื่อได้ชื่อว่าเป็นสงคราม ความปราณีจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
มุสลิมีนได้ทำการขุดเจาะบ่อเพื่อกักเก็บน้ำและตัดกระแสน้ำที่จะไหลไปยังปลายน้ำอันเป็นที่ตั้งฐานทัพของฝ่ายมุชรีกีน ไม่เพียงเท่านี้พื้นดินที่เคยเป็นทรายละเอียดกลับกลายเป็นดินแข็งเพราะน้ำฝน
จึงทำให้เกิดความง่ายดายในการทรงตัวแก่ทหารฝ่ายมุสลิมีน
การประจัญบาน
คืนก่อนการประจัญบานท่านนบีได้ขอพรต่ออัลลลฮฺจนท่านแถบจะไม่ได้หลับได้นอนกระทั่งอาบูบักรฺมาเตือนท่าน
แล้วท่านจึงบอกข่าวดีแก่อาบูบักร ว่าแท้จริงอัลลอฮฺได้ตอบรับดูอาของท่านแล้ว
ในการนี้ท่านนบีได้มอบหน้าที่ให้ท่านอะลี อิบน์ อาบูตอลิบ รับผิดชอบทหารปีกขวา และถือธงสีดำ ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมูฮาญีรีน
และปีกซ้ายให้อยู่ในความรับผิดชอบของ ซะอดฺ อิบน์ มูอ้าซ ซึ่งเป็นหัวหน้าของชาวอันศอร ส่วนท่านมุศอับ อิบน์ อุมัยร์ ถือธงสีขาว ซึ่งเป็นธงของกองทัพกลาง
ในการนี้ท่านนบีได้มอบหน้าที่ให้ท่านอะลี อิบน์ อาบูตอลิบ รับผิดชอบทหารปีกขวา และถือธงสีดำ ซึ่งประกอบไปด้วยชาวมูฮาญีรีน
และปีกซ้ายให้อยู่ในความรับผิดชอบของ ซะอดฺ อิบน์ มูอ้าซ ซึ่งเป็นหัวหน้าของชาวอันศอร ส่วนท่านมุศอับ อิบน์ อุมัยร์ ถือธงสีขาว ซึ่งเป็นธงของกองทัพกลาง
เช้าของวันที่ 17 รอมฏอน ฮศ.2 กองกำลังของทั้งสองก็ได้ประจันหน้ากัน
ตามธรรมเนียมของชาวอาหรับก่อนการทำศึก จำต้องมีการดวลดาบโดยทั้งสองฝ่ายจะต้องส่งตัวแทนมาสู้กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
เพื่อข่มขู่และเป็นขวัญกำลังใจแก่พลทหารของตนเมื่อชนะการประลอง ที่แรกท่านนบีได้ส่งนายทหารไปแต่กลับถูกปฏิเสธจากมุชรีกีน
เนื่องจากพวกเขาต้องคนที่มีฝีมือและมีชาติตระกูลเดียวกับพวกเขา ทั้งสองฝ่ายจึงได้ส่งนายทหารมือดี
ดั่งต่อไปนี้
มุสลิมีน :
มุชรีกีน :
ฮัมซะหฺ
อิบน์ อับดุลมุฏอลิบ
ชัยบะหฺ อิบน์ รอบีอะหฺ
อาลี อิบน์ อาบีฏอลิบ วะลีด
อิบน์ อุตบะหฺ
อุบัยดะหฺ อิบน์ ฮารีส อุตบะหฺ อิบน์
รอบีอะหฺ
ฮัมซะหฺและอาลีสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ของทั้งสองได้อย่างง่ายดายเว้นแต่อุบัยดะหฺซึ่งบาดเจ็บสาหัส
ฮัมซะหฺและอาลีจึงเข้าไปช่วยและนำเขากลับมาที่ค่ายมุสลิมพร้อมสังหารคู่ต่อสู้ของฮุบัยดะหฺได้สำเร็จ
หลังจากนั้นเพียง 5
อุบัยดะห.ก็ได้รับชะฮีด หลังจากการดวลดาบเสร็จสิ้นลงทั้งสองฝ่ายก็เริ่มประจันบานกันอย่างดุเดือดเสียงหวีดร้องของม้าศึกและนักรบดำเนินขึ้นเรื่อยๆ
จนบางครั้งแทบจะแยกไม่ออกว่าเสียงไหนคือเสียงม้าศึกและเสียงไหนคือเสียงโอดครวญของเหล่านักรบ
สมรมูมิในครั้งนี้มีปฏิหาริย์มากมายเกิดขึ้นเช่น
อัลลอฮฺได้ส่งทูตสวรรค์หรือมาลักเข้ามาช่วยเหลือทหารมุสลิมจนได้รับชัยแม้ฝ่ายมุสลิมจะมีจำนวนที่น้อยกว่าก็ตาม
ในเมื่อน้ำคือความหวังชิ้นสุดท้าย ของผู้คนในเมืองทะเลทราย ทหารมุชรีกีนจึงกระโจนเข้ามาในฐานทัพมุสลิมหวังจะได้ดื่มน้ำเพื่อต่อเติมชีวิตแต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าแหล่งน้ำแห่งนี้แหล่ะ
คือกับดักแห่งความตาย อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายมุชรีกีนแตกทัพและพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายมุสลิมีนในที่สุด
เชลยศึก
ท่านนบี : ท่านทั้งสองมีความเห็นเช่นไร?
อาบูบักร : โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ
แท้จริงพวกเขานั้น(เชลยศึก)
คือคนในตระกูลของเรา(หมายถึงตระกูลกุร็อซซึ่งเป็นเผ่าเดียวกันกับท่านบี)
ฉันมีความเห็นว่าเราควรจับเรียกค่าไถ่
เพราะบางทีพวกเขาอาจได้รับทางนำสูอิสลามก็ย่อมได้
ท่านนบี : แล้วท่านล่ะ อุมัร มีความเห็นเป็นเช่นไร?
อุมัร : เปล่าเลย....โอ้ ท่านศาสนทูต
ข้าเห็นต่างกับความคิดของท่านอาบูบักร
ข้าคิดว่าเราควรสังหารพวกเขาเพราะพวกเขาส่วนใหญ่เป็นถึงระดับแนวหน้าแห่งนครเมกกะ(บางทีพวกเหล่านี้อาจทำอันตรายต่อมุสลิมีนได้นภายภาคหน้า)
ความคิดเห็นของอุมัรถูกปฏิเสทเมื่อท่านนบีตอบรับความเห็นของท่านอาบูบักร
(แล้วสิ่งที่ท่านอุมัรพูดก็เป็นจริงในเวลาต่อมา เพราะเชลยศึกเหล่าคืออสรพิษสู่สงครามในครั้งต่อไปในภายภาคหน้า)
โองการจากอัลกรุอ่าน ในซูเราห์ อันฟาล บทที่67 ถูกประทานลงมาสนับสนุนความเห็นของท่านอุมัร
ข่าวดี
เมื่อชนะสงครามท่านนบีจึงส่ง อับดุลลเลาะ อิบน์
รอวาหะ และซัยดฺ อิบน์ ฮารวะหฺ เพื่อบอกข่าวดีแก่ชาวนครมาดิน่าก่อนการกลับมาของกองทัพ
ข่าวคราวนี้นำพาความปลื้มปิติแก่ชามเมืองเป็นอย่างมากเว้นแต่พวกยะฮูดและพวกมุนาฟีกีน
ที่ผิดหวังเพราะพวกเขาคิดว่ามุสลิมีนต้องปราชัยอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกันกองกำลังของมุชรีกีนก็ได้ส่งข่าวไปยังนครเมกกะ ฮะซีมาน อิบน์ อียาส
คือผู้รายงานข่าวแก่ชามเมืองก่อนที่กองทัพจะมาถึงพระนคร
ผลพวงจากสงคราม
ฝ่ายมุชรีกีนได้เสียผู้นำของพวกเขาไปหลายคนเช่น
....
อาบูญะหลฺ
หรืออัมรฺ อิบน์ ฮีชาม
อุไมยะ อิบน์ คอลัฟ
อุตบะหฺและชัยบะหฺ ลูกชายของรอบีอะหฺ
ฮันซอละหฺ อิบน์ อาบีซุฟยาน
วาลีด อิบน์ อุตบะหฺ
และญะรอหฺ ผู้ซึ่งบิดาของซอฮาบีย์ อาบูอุบัยดะหฺ
โดยอุบัยดะหฺ คือผู้สังหารพ่อของเขาเองหลังจากพยายามหลีกหนีแต่ญะรอหฺ
ก็เข้ามาหาเขาหวังจะปลิดชีวิตเขา
จึงให้เขาจำเป็นต้องปลิดชีวิตบิดาของตัวเองเพื่อปกป้องตัวเองและศาสนาอันเป็นที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด
เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นที่ฮือฮากันในหมู่ชาวอาหรับ
และศาสนาอิสลามเริ่มโด่งดังและป็นที่รู้จักในคาบสมุทรอารเบีย อีกทั้งยังเป็นสัญญานที่บงบอกถึงการมีอีหม่านที่มั่นคงของมุสลิมในยุคเริ่มต้นแม้พวกเขาจะมีจำนวนที่น้อยกว่าก็ตาม
หากต้องต่อกรกับกองทัพที่ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่หวั่นเพราะพวกเขามั่นใจ และเชื่อมั่น
หรือตะวักกัลป์ในการช่วยเหลือของอัลลอฮฺ ทหารมุสลิมไม่ว่าจะยุคไหนหรือจะทำอะไรก็ตาม
หากมีศรัทธาและบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺแล้วไซร้ แน่นอนอัลลอฮฺก็จะยืนเคียงข้างพวกเขาและช่วยเหลือพวกเขาตลอดไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น