▼
อาบูอัยยูบ อัลอันศอรีย์
ในช่วงที่ปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิล ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ"อาบูอัยยูบ อัลอันศอรีย์"ได้สั่งเสียแก่ทหารมุสลิมให้ฝังร่างของท่านใกล้กำแพงเมืองและเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง เหล่าทหารได้แบกร่างอันมีเกียรติของท่านด้วยโล่แล้วนำไปฝั่งใกล้กับบริเวณกำแพงในพิกัดที่พวกเขาสามารถกระทำได้จักรพรรดิโรมันรับรู้เรื่องนี้ดี จึงกล่าวออกมาว่า....."เราจะอนุญาตให้พวกท่านฝังร่างสหายของศาสดาของพวกท่านบนแผ่นดินของเรา และเมื่อพวกท่านจากไปแล้วเราจะทำการขุดหลุมฝังศพและนำร่างนั้นไปให้หมาของเรากิน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น "คอลีฟะยะซีด" จึงได้กล่าวตอบโต้ว่า.....
"ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่ หากแม้นว่ามือของฉันสามารถยื่นไปถึงหลุมฝังศพแล้วไซร้ แน่แท้ฉันจะไม่ละเว้นชาวคริสเตียนแม้เพียงคนเดียวได้อาศัยในประเทศมุสลิม และจะไม่มีโบสถ์แห่งหนใด ที่จะปลอดภัยเว้นแต่ฉันจะทำลายมันให้สิ้นซาก!!!"
เหล่าประชาราษฎร์ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานว่าท่านคอลีฟะและเหล่าทหารหาญได้ให้การคุ้มครองหลุมฝั่งศพของสาวกท่านนบีอย่างปลอดภัยนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา.(العقد الفريد)
แน่นอนคำพูดของคอลีฟะยะซีด เป็นเพียงแค่คำขู่ของกษัตริย์ที่ใช้กับกษัตริย์ด้วยกันเองเท่านั้น เพราะในประวัติศาสตร์ได้จารึกแล้วว่าในนามของกฏหมายอิสลามไม่ว่าศาสนาใดที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์มุสลิมพวกเขาจะไม่ได้รับแค่สิทธิในการเป็นพลเมืองของประเทศเท่านั้นหากแต่พวกเขาจะได้รับความอิสระในการนับถือศาสนาของตนและการปกป้องคุ้มครองตามกระบวนการยุติธรรมของกฏหมายอิสลามในฐานะ"อะฮลูซิมมีย์" หรือผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมแต่อยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิมนั่นเอง
#ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่อิสลามเคยยิ่งใหญ่
#ยุคทองของอิสลาม
 |
| รูปจากgoogle |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น