วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

อาบูอัยยูบ​ อัลอันศอรีย์

ในช่วงที่ปิดล้อม​กรุง​คอนส​แตน​ติโนเปิล​ ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ​"อาบูอัยยูบ​ อัลอันศอรีย์"ได้สั่งเสีย​แก่ทหารมุสลิม​ให้ฝังร่างของท่านใกล้กำแพงเมือง
และเมื่อวาระสุดท้าย​มาถึง​ เหล่า​ทหารได้แบกร่างอันมีเกียรติ​ของท่านด้วยโล่แล้วนำไปฝั่งใกล้กับบริเวณ​กำแพงในพิกัดที่พวกเขาสามารถ​กระทำได้
จักรพรรดิ​โรมัน​รับรู้​เรื่อง​นี้​ดี จึงกล่าวออกมาว่า.....
"เราจะอนุญาต​ให้พวกท่านฝังร่างสหายของศาสดา​ของพวกท่านบนแผ่นดิน​ของเรา​ และเมื่อพวกท่านจากไปแล้วเราจะทำการ​ขุดหลุม​ฝังศพและนำร่างนั้นไปให้หมาของเรากิน"
เมื่อได้ยินเ​ช่นนั้น​ "คอลีฟะยะซีด" จึงได้กล่าว​ตอบโต้​ว่า.....
"ขอสาบาน​ด้วย​พระนามของอัลลอฮฺผู้​ทรง​ยิ่ง​ใหญ่​ หากแม้นว่า​มือของฉันสามารถ​ยื่น​ไปถึงหลุมฝังศพ​แล้วไซร้​ แน่แท้ฉันจะไม่ละเว้นชาวคริสเตียน​แม้เพียง​คนเดียว​ได้อาศัยในประเทศ​มุสลิม​ และจะไม่มีโบสถ์​แห่งหนใด​ ที่จะปลอดภัย​เว้นแต่​ฉันจะทำลาย​มันให้สิ้นซาก​!!!"

เหล่าประชาราษฎร์​ได้ร่วมกันเป็นสักขีพยาน​ว่าท่านคอลีฟะและเหล่าทหารหาญ​ได้ให้การคุ้มครอง​หลุม​ฝั่ง​ศพของสาวก​ท่านนบีอย่างปลอดภัย​นับแต่วันนั้น​เป็น​ต้นมา.(العقد الفريد)

แน่นอน​คำพูด​ของคอลีฟะยะซีด​ เป็นเพียง​แค่คำขู่​ของกษัตริย์​ที่ใช้กับกษัตริย์​ด้วยกันเองเท่านั้น​ เพราะในประวัติศาสตร์​ได้จารึก​แล้วว่าในนาม​ของกฏหมาย​อิสลามไม่ว่าศาสนา​ใดที่อยู่ภาย​ใต้การปกครอง​ของกษัตริย์​มุสลิมพวกเขาจะไม่ได้รับแค่สิทธิ​ในการเป็นพลเมือง​ของประเทศเท่านั้น​หากแต่พวกเขาจะได้รับความอิสระ​ในการนับถือ​ศาสนา​ของตนและการปกป้อง​คุ้มครอง​ตามกระบวนการยุติธรรม​ของกฏหมาย​อิสลาม​ในฐานะ​"อะฮลูซิมมีย์" หรือผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม​แต่อยู่ภายใต้​การปกครอง​ของมุสลิม​นั่นเอง​

#ครั้งหนึ่ง​เมื่อตอนที่อิสลาม​เคยยิ่ง​ใหญ่
#ยุคทองของอิสลาม


ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ
รูปจากgoogle

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น