▼
เรื่องราวของ #ซอฮาบะหที่แผ่นดินได้กลบกลืนศพของท่าน
เรื่องราวของ #ซอฮาบะหที่แผ่นดินได้กลบกลืนศพของท่าน
..............
คูบัยบฺ อิบนฺ อาดีย์ เป็น "ชาวอันศอร" จาก "เผ่าอัลเอาซ" และ "ชาวอันศอร"คือซอฮาบะ ที่อาศัยอยู่ใน นครมาดีนะ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือท่านนบีในตอนที่ท่านนบีอพยพออกจากนครมักกะ ด้วยเหตุนี้จึงเรีอกคนกลุ่มนี้ว่า "ชาวอันศอร"
คูบัยบฺ คือ ทหารใน "สมรภูมิบัดร" และ "สมรภูมิอุฮุด" หลังจากเสร็จสิ้นศึกสงคราม ตัวแทน จาก2เผ่า อาหรับเบดุอินจำนวนหนึ่ง ได้มาหาท่านนบีและขอให้ท่านนบีส่งครูสอนศาสนาไปยังเผ่าของเขา เพราะพวกเขาต้องการที่จะรับอิสลาม ท่านนบีจึงตอบรับคำขอ ด้วยกับการส่งซอฮาบะหของท่านจำนวนหนึ่ง และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ คูบัยบฺ อิบนฺ อาดีย์ ......
ระหว่างทางธาตุแท้ของหมาจิ้งจอกก็ปรากฏขึ้น เมื่อตัวแทนชาวเบดุอินได้สังหารครูสอนศาสนาบางคนไปและบางคนก็ถูกจับเป็นเชลย คูบัยบฺ คือหนึ่งในจำนวนเชลยเหล่านั้น เขาถูกมัดอย่างแน่นก่อนที่จะถูกขายให้กับ "พวกกุฟฟารกุร็อยซ์" ได้แก้แค้น เพราะคูบัยบฺ คือทหารที่เข้าร่วมในสงครามบัดร สงรามที่ทำให้กุร็อยซ์ สูญเสีย คนของพวกเขาไปมาก ชาวกุร็อยซ์ จึงลงมติให้ฆ่า คูบัยบฺ ด้วยวิธีที่ไม่เคยปฏิบัติ ต่อมุสลิมคนไหนมาก่อน คือ "การแขวนคอประจาน" ก่อนถึงวันแก้แค้น คูบัยบฺ ถูกมัดด้วยโซ่และถูกขังไว้ สภาพของคูบัยบฺ ไม่สู้ดีนัก แต่ท่านก็ยังคงอิบาดะห ต่ออัลลอฮอย่างไม่ขาดสาย
"มารียา" สตรีนางหนึ่ง (ซึ่งหลังจากนั้นได้เข้ารับอิสลาม)หล่อนเห็นคูบัยบฺ ในสภาพที่ถูกมัดมือมัดเท้า แต่ ในอุ้งมือกลับมีองุ่นลูกใหญ่และสด ทั้งๆที่องุ่นสายพันธ์นี้ไม่มีในมักกะเลย.....!!!
เมื่อใกล้ถึงเวลาที่จะถูกแขวนคอ คูบัยบฺ ได้ขอห่วงเชือกเส้นหนึ่งเพื่อที่จะเอามามัดผม
ระหว่างนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกหลานของพวกกุร็อยซ์ ได้ย่องเข้ามาในห้องขัง คูบัยบฺ เด็กน้อยยืนมองคูบัยบฺ ที่อยู่ตรงหน้าในมือมีห่วงเชือกและกำลังจ้องมาที่เด็กน้อย ฝ่ายมารดาของเด็กร้องหาลูกของนางก็ได้มาเห็นลูกของนางยืนอยู่ต่อหน้านักโทษ สิ่งที่นางคิดคือนักโทษกำลังจะฆ่าลูกนาง รึ ไม่ ก็อาจจับลูกนางเป็นตัวประกัน แล้วหลบหนีไป แต่แล้วเสียงนักโทษก็ปลุกให้นางตื่นจากภวังค์
คูบัยบฺ กล่าวแก่นางว่า "เทอกำลังกลัวอยู่ใช่ไหม ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะฉันจะไม่ทำอย่างนั้น อินชาอัลลอฮ"
และแล้วเวลาที่กุร็อยซ์รอคอยก็มาถึง ผู้คนต่างรวมตัวกันเพื่อเป็นสักขีพยานในการแก้แค้นครั้งนี้
ณ แดนประหาร ก่อนจะถูกตรึงแขนใว้กับเสาที่สูง คูบัยบฺ ขอ อนุญาตให้ท่านได้เข้าเฝ้าอัลลอฮ(ละหมาด )
เพียง2 รอกาอัต ท่านก็ให้สลาม แล้วท่านก็กล่าวว่า "วัลลอฮี ฉันจะละหมาดให้นานกว่านี้ ถ้าพวกท่านจะไม่กล่าวหาว่าที่ฉันละหมาดนานเพราะกลัวความตาย" และแล้วคูบัยบฺ ก็ได้กลายเป็นคนแรกที่ขอละหมาดก่อนที่จะถูกประหารชีวิต
แล้วกุฟฟาร ก็ตรึงแขน คูบัยบฺ (خبيب) ไว้กับเสาที่สูง ผู้คนในนครมักกะฮฺต่างหลั่งไหลเข้ามาดูการแขวนคอนักโทษมุสลิมด้วยความเคียดแค้นอย่างเต็มพิกัด ขณะนั้นเอง ผู้นำคนหนึ่งของชาวกุร็อยซ์ ได้ถาม คูบัยบฺ ว่า "โอ้ คูบัยบฺ.... เจ้าอยากให้มุฮำหมัดมาอยู่แทนที่เจ้ารึไม่" คูบัยบฺได้มองออกไปสู่สายตาผู้คนนับร้อยที่กำลังจ้องมองมายังเขา อย่างใจจดใจจ่อกับคำตอบที่ คูบัยบฺ กำลังจะเปล่งวาจาออกไป "วัลลอฮฺฮีย์.. สิ่งที่ฉันปราถนาคือ.. ให้ฉันและครอบครัวของฉันโดนทำร้าย ย่อมดีกว่าให้เศษหนามมาทิ่มแทงเท้าของท่านนบีมุฮัมหมัดเสียอีก" คูบัยบฺ เปล่งเสียงออกมา ด้วยสายตาที่หนักแน่นและใจที่มั่นคง ไม่ลังเล
จงรับรู้เถิด..... ความรักอันมากล้นของซอฮาบะฮฺ ที่มีต่อท่านนบี.. (รักแท้มีจริงก็ตอนนี้แหละ)ไม่มีรักไหนที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่ารักแห่งอัลลอฮและรอซูลของพระองค์
ก่อนที่คอจะถูกแขวนไว้กับเสากลางอากาศ ก่อนที่จะสิ้นใจ คูบัยบฺ ได้กล่าวกวีหนึ่งบท ซึ่งในตอนหนึ่งของบทกวี ใจความว่า.....
ولست أبالي حين أقتل مسلما
على أي جنب كان في الله مصرعي
"หากฉันต้องตายในสภาพที่ยังเป็นมุสลิม
ฉันก็จะไม่สนใจเลยว่าฉันจะตายอย่างไร"
แค่บั้นปลายของชีวิตเป็นมุสลิม จะตายเพราะสาเหตุใด ก็ไม่สำคัญ คือสัจธรรม คือสิ่งที่มุสลิมทุกคนใฝ่ฝัน
คูบัยบฺ เหงนมองฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย เขายิ้มมุมปาก พลันกล่าวประโยคสุดท้าย ว่า "โอ้อัลลอฮฺ...โปรดแจ้งต่อท่านรอซูลของพระองค์ด้วยเถิดว่า..สาวกคนนี้ฝากสลาม"
แล้วลมหายใจเหือกสุดท้ายก็หลุดออกจากร่างไป.. เหลือเพียงแค่ร่างกายของอดีตนักรบที่ไร้วิญญาน
อีกด้านหนึ่งของนครมาดีนะฮฺ บรรดาซอฮาบะฮฺ ก็ได้ยินท่านนบีตอบรับสลาม "วาอาลัยกัสสลาม ยา คูบัยบฺ" ความสันติจงประสบแด่ท่านโอ้คูบัยบฺ
มีสายรายงานกล่าวว่า : หลังจากนั้น ท่านนบีได้สั่งซอฮาบีย์คนหนึ่งให้นำศพของคูบัยบฺไปฝังดินและในระหว่างที่กำลัง ตัดเชือกที่ตรึงแขนและศพ เพื่อไปฝั่งนั้นได้มีชาวกุร็อยซ์บางคนเหลือบมาเห็น.. ชาวกุร็อยซ์ จึงระดมคนตามล่าซอฮาบีย์ คนนั้น ซอฮาบีย์จึงรีบควบม้าอย่างรวดเร็ว มืออีกข้างก็แบกศพไว้ ทันใดนั้นเองด้วยความเร็วของม้าและการแบกที่ไม่สมดุลจึงทำให้ร่างที่ไร้วิญญานของคูบัยบฺ หลุดมือและดิ่งลงสู่พื้นทะเลทราย... เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตซอฮาบีย์จึงควบม้าต่อไป.. ชาวกุร็อยซ์เลิกติดตามซอฮาบีย์คนนั้นแล้วย้อนกลับมาดูศพ แต่สิ่งที่ชาวกุร็อยซ์เห็นคือ ศพ(คูบัยบฺ อิบนฺ อาดีย์ )ได้หายไปเสียแล้ว แผ่นดินได้กลบกลืนศพของคูบัยบฺ เพื่อมิให้ศพของนักรบที่มีเกียตร ณ ที่อัลลอฮ ต้องกลายมาเป็นที่ระบาย อารมณ์ อันชั่วช้า ของพวกกุร็อยซ์ที่ปฏิเสทในคำสอนของ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ.......
 |
| รูปภาพจาก google |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น